“ถอยไปสิงหา... ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวจนต้องคว้าปืนกระบอกนั้นมายิงนายทิ้งจริงๆ”
เสียงของอคินสั่นพร่าทว่าเยือกเย็นราวกับมีดโกนอาบน้ำแข็ง เขานั่งพิงโคนต้นไทรใหญ่ มือขวากุมแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้อง เลือดสีคล้ำไหลซึมผ่านอุ้งมือลงสู่ผืนดินแห้งแล้งของป่าต้องห้าม กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นสาบของไอดินที่อบอวลอยู่รอบตัวบีบคั้นประสาทสัมผัสจนแทบขาดใจ
สิงหาไม่ได้ถอยตามคำสั่ง เขากลับทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าศาสตราจารย์หนุ่ม มือหนาหยาบกร้านจากการจับปืนและมีดพร้าพยายามเอื้อมไปดึงมือที่กุมแผลของอคินออก ดวงตาคมกริบของพรานอาคมไม่ได้มองแผลนั้น แต่เขากำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่บัดนี้รื้อไปด้วยความหวาดระแวงและร่องรอยของบางอย่างที่ ‘ไม่ใช่’ อคินคนเดิม
“ปล่อยมือซะ ด็อกเตอร์” เสียงของสิงหาแหบพร่า ทว่าหนักแน่นดุจหินผา “นายกำลังเสียเลือดมากเกินไป แล้วสิ่งที่นายเพิ่งพูดออกมานั่นน่ะ... มันไม่ใช่นายหรอก”
“แล้วนายรู้อะไรล่ะ?” อคินแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและเย้ยหยัน “นายมันก็แค่พรานเก่าๆ ที่ขังตัวเองอยู่ในความผิดบาป เชื่อเรื่องวิญญาณ เรื่องคำสาป เพื่อหาข้ออ้างให้ความล้มเหลวในอดีตของตัวเองไม่ใช่หรือไงสิงหา? นายไม่ได้อยากช่วยฉัน... นายแค่อยากไถ่บาปให้ตัวเองโดยการรักษาชีวิต ‘ตัวทดลอง’ อย่างฉันไว้เท่านั้นแหละ”
คำพูดนั้นแทงลึกดั่งคมหอก สิงหานิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าอคินไม่ได้พูดออกมาจากใจทั้งหมด แต่เป็นผลกระทบจาก ‘ไอ้สิ่งนั้น’ ที่แทรกซึมเข้ามาผ่านรอยแยกของมิติที่พวกเขาเพิ่งเผชิญเมื่อครู่ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายอาคมในตัวเขากำลังสั่นไหว มันคือสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดที่เตือนให้เขาระวังหลัง แต่ความห่วงใยที่มีต่อชายตรงหน้ากลับมีน้ำหนักมากกว่า
“เอาเถอะ ถ้าจะด่าฉันให้ตายตรงนี้ก็เชิญ” สิงหาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ เขาตัดสินใจคว้าข้อมือของอคินไว้มั่น “แต่การที่ฉันยอมให้นายด่า ไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมให้นายตายไปเฉยๆ ในป่าที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดนี่”
เขาใช้มีดพกสะอาดกรีดผ้าพันแผลฉุกเฉินแล้วกดลงไปบนบาดแผลทันที อคินสะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนใบหน้าขาวซีดนั่นบิดเบี้ยว แต่ในความเจ็บปวดนั้น กลับมีบางอย่างที่ผ่อนคลายลง
ท่ามกลางความมืดมิดของป่าดงดิบที่ต้นไม้ใหญ่เบียดเสียดจนแสงจันทร์แทบส่องไม่ถึง ทั้งคู่อยู่ในระยะประชิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิงหาได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อจากตัวอคิน มันเป็นกลิ่นของโลกภายนอก... โลกที่มีเหตุผล โลกที่เขาจากมานานแล้ว ส่วนอคินเองก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากมือที่หยาบกร้านของสิงหา มันเป็นความอบอุ่นที่ดูดิบเถื่อนแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงอย่างประหลาด
“นาย... ทำไมต้องมาลำบากขนาดนี้” อคินกระซิบ ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้นเมื่อความเจ็บปวดทุเลาลง “เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย เราแค่คนที่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องมาร่วมชะตากรรม...”
“เพราะถ้าฉันไม่ทำ” สิงหามองสบตาอคินนิ่ง ดวงตาของเขาสะท้อนเงาของเปลวไฟวูบวาบจากคบเพลิงที่ใกล้จะมอด “ฉันก็จะเป็นคนที่เสียสละโลกแห่งเหตุผลไปตลอดกาล... นายคือคนเดียวที่ทำให้ฉันเชื่อว่า ต่อให้เรื่องเลวร้ายแค่ไหน ความรู้ของนายกับสัญชาตญาณของฉัน ก็มีโอกาสที่จะหาทางกลับออกไปได้”
คำตอบนั้นทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาที่เคยเชือดเฉือนกลายเป็นความอ่อนล้าที่ซื่อตรงต่อความรู้สึก สิงหาค่อยๆ บรรจงพันผ้าปิดแผลให้เขาอย่างเบามือที่สุด อคินมองภาพนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ที่เขายึดถือเริ่มสั่นคลอนเมื่อต้องเผชิญกับ ‘ความจริง’ ที่ว่า ในช่วงเวลาวิกฤตที่สุด คนที่เขาไว้ใจให้ถือชีวิตของเขาไว้ กลับเป็นชายที่เขาเคยปรามาสว่าโง่เขลาในทางตรรกะ
“สิงห์...” อคินเรียกชื่อสั้นๆ นั้นเป็นครั้งแรก แทนที่จะเป็น ‘รตท. สิงหา’ เหมือนเคย
“ว่าไง”
“เงาที่นายเห็น... ที่นายบอกว่ามันตามเรามาตั้งแต่น้ำตกนั่น...” อคินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของกันและกัน “ฉันคิดว่าฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงไม่ทำอะไรเราตรงๆ”
สิงหาขมวดคิ้วแน่น “หมายความว่ายังไง”
“มันไม่ได้ต้องการชีวิตเรา” อคินลดเสียงลงต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ “มันกำลังรอให้เรา ‘กลายเป็นหนึ่งในพวกมัน’... ผ่านทางความกลัวและความสงสัยที่เรามีต่อกันเอง ถ้าเราแตกแยกกันเมื่อไหร่ รอยแยกในป่านี้ก็จะสมบูรณ์... และเมื่อนั้น เราจะไม่ได้ออกไปอีกเลย”
สิงหานิ่งอึ้ง เขาตระหนักได้ทันทีถึงความร้ายกาจของกลยุทธ์ของสิ่งลี้ลับนั้น แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจที่สุด
จู่ๆ อคินก็เอื้อมมือมาแตะที่หน้าอกของสิงหา—ตรงตำแหน่งหัวใจ—นิ้วเรียวยาวของศาสตราจารย์สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวและหนักแน่นราวกับเสียงกลองศึก ทว่ามันไม่ใช่จังหวะของความตื่นตระหนก มันคือจังหวะของ ‘ความโหยหา’ ที่อคินเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากความหวาดกลัวหรือความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“นายได้ยินไหม... สิงห์” อคินถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “จังหวะหัวใจของนาย... มันกำลังโกหกนายอยู่หรือเปล่า ว่านายไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนอกจากหน้าที่?”
สิงหาแทบหยุดหายใจ เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจนัยยะนั้น ในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน—หรืออะไรบางอย่าง—ก็ดังขึ้นจากในเงามืดด้านหลังต้นไทรที่พวกเขานั่งพิงอยู่ เสียงนั้นช้า หนัก และมีจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปจากมนุษย์ทั่วไป
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่เหยียบกิ่งไม้ แต่มันเป็นเสียงคล้ายการลากของหนักบนผืนดิน... ลากเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นสาบที่คุ้นเคย กลิ่นเดียวกับที่สิงหาเคยพบนบนป้ายหลุมศพของทีมงานเขาเมื่อสิบปีก่อน
ทั้งคู่ชะงักงัน อคินเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสีดำทมิฬทอดตัวยาวออกมาจากความมืด มันไม่ได้มีรูปร่างชัดเจน แต่มันกำลัง ‘ขยาย’ ตัวครอบคลุมบริเวณที่พวกเขานั่งอยู่ เหมือนกับว่าป่าทั้งป่ากำลังกลืนกินพวกเขาเข้าสู่รอยแยกนั้นอย่างช้าๆ
สิงหากระชากอคินเข้าสู่อ้อมกอดทันทีเพื่อป้องกันตัว มืออีกข้างคว้าปืนพกคู่ใจขึ้นมาเล็งไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า แต่ก่อนที่เขาจะลั่นไก เสียงกระซิบที่คุ้นเคยจนน่าขนลุกก็ดังขึ้นข้างหูของพวกเขา... เสียงนั้นเป็นเสียงของคนคนหนึ่งที่อคินเคยคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วัยเด็ก
“จะรีบจากไปไหนล่ะ... ทั้งสองคน”
แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวและดับพรึ่บลงทันที เหลือเพียงความมืดมิดที่หนาแน่นดุจน้ำมันดิบ และในความมืดนั้น สิงหารู้สึกได้ถึงมือเย็นเยียบข้างหนึ่งที่วางลงบนไหล่ของเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่สิงหาจำได้แม่นว่า มันคือรอยยิ้มเดียวกับที่เขาเห็นในกระจกเงาของนรก...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
เพชรตาเสือโบราณ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม•ตอนที่ 18
จังหวะของหัวใจ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!