กลิ่นเหม็นอับของซากศพโบราณและยางไม้หอมที่ระเหยปะปนกับความชื้นในอากาศ คือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาดมกลิ่นตามหามาตลอดสามวันไม่ได้เป็นเพียงภาพหลอนจากพิษไข้ป่า
"หยุด"
เสียงทุ้มต่ำของร้อยตำรวจตรีสิงหาดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือหยาบกร้านที่ยื่นขวางลำตัวของศาสตราจารย์หนุ่มไว้ ดวงตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกสนามกวาดมองผ่านช่องแคบของหินงอกหินย้อยตรงหน้า ความมืดสนิทเบื้องล่างถูกรบกวนด้วยแสงไฟฉายแรงสูงเพียงลำแสงเดียวที่สิงหาถือไว้
ดร.อคินชะงักเท้า แว่นตากรอบทองของเขาขึ้นฝ้าเล็กน้อยจากไอความร้อนในโพรงถ้ำลึก มือเรียวขยับปรับมันเข้าที่ก่อนจะชะโงกศีรษะผ่านไหล่กว้างของอดีตตำรวจป่าไม้เข้าไป แม้เขาจะเป็นนักวิชาการผู้เชื่อมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหลังม่านศิลาตรงหน้าก็ทำให้ลมหายใจของดร.หนุ่มสะดุดไปชั่วขณะ
"นั่น... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ" อคินพึมพำ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นอย่างที่พยายามเก็บอาการไม่มิด
เบื้องล่างของช่องเขาคดเคี้ยวคือห้องโถงหินธรรมชาติขนาดมหึมา ที่ถูกตกแต่งและปรับแต่งด้วยฝีืมือมนุษย์ยุคโบราณ ผนังถ้ำสลักลวดลายเรื่องราวการทำสงครามและการบูชาด้วยวิญญาณอย่างประณีตบรรจง ตรงใจกลางห้องโถงนั้น มีแท่นหินแกรนิตสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นมีโลงศพหินขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายรูปเสือโคร่งมีปีกและอักขระโบราณที่สิงหาจำได้แม่นยำ—มันคืออักขระชุดเดียวกับที่สลักอยู่บนแผ่นศิลาในบันทึกของปู่เขา และบนรอยแผลเป็นลึกที่ต้นแขนซ้ายซึ่งยังคงแปล๊บขึ้นมาทุกครั้งยามต้องอาคม
"ยินดีต้อนรับสู่สุสานของกษัตริย์นิลกาฬ... บุคคลที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักบอกว่าไม่มีอยู่จริง" สิงหาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่กล้ามเนื้อทุกมัดบนแผ่นหลังกลับเกร็งเครียดจนเห็นเป็นสันนูน เขาไม่ได้ลดปืนลูกซองแฝดคู่ใจลงเลยแม้แต่น้อย สายตาสอดส่องไปทั่วทุกซอกมุมมืดมิดราวกับกำลังประเมินภัยเงียบที่อาจซ่อนอยู่
อคินก้าวเท้าเดินเลยสิงหาลงไปด้านล่างอย่างลืมตัว สัญชาตญาณนักมานุษยวิทยาชนะความหวาดกลัวชั่วขณะ เขายกกล้องถ่ายรูปขึ้นบันทึกภาพจารึกบนผนังด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย "เหลือเชื่อ... อักษรเหล่านี้เป็นรากศัพท์โบราณก่อนยุคสุโขทัยเสียอีก สิงหา คุณเข้าใจความหมายของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไหม? นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาค"
"ผมสนใจแค่ว่าสิ่งนี้มันจะฆ่าเราตอนไหนมากกว่าครับ ศาสตราจารย์" สิงหาก้าวตามลงมาติดๆ รองเท้าคอมแบทเหยียบลงบนพื้นหินที่มีเสียงก้องกังวานแปลกประหลาด "ประวัติศาสตร์ของคุณมันมีค่าก็ต่อเมื่อเรามีชีวิตรอดไปเขียนมันลงกระดาษ... มองรอบๆ ตัวสิครับ คุณคิดว่าความเงียบแบบนี้มันปกติหรือไง"
คำพูดของสิงหาทำให้ห้องโถงกว้างใหญ่ดูวังเวงขึ้นมาถนัดตา แสงไฟฉายสาดส่องกระทบกับเสาหินที่แกะสลักเป็นรูปทหารโบราณยืนถือหอกเรียงรายอยู่รอบแท่นบรรทมศพ ทว่าท่าทางของรูปสลักเหล่านั้นกลับดูสมจริงเกินกว่างานศิลปะทั่วไป ดวงตาของรูปสลักหินถูกฝังด้วยนิลดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟวับวาว ราวกับกำลังจ้องมองผู้บุกรุกทุกฝีก้าว
อคินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาหันมามองสิงหาที่ยืนนิ่งรากับรูปปั้นหินเช่นกัน "คุณกลัวอะไรอยู่ สิงหา? วิญญาณบรรพบุรุษ? หรือพวกนักล่าสมบัติที่อาจจะมาก่อนเรา?"
"ผมไม่กลัวผี วิญญาณในป่านี้มันรู้จักผมดีพอๆ กับที่ผมรู้จักมัน" สิงหาตอบเสียงต่ำ ดวงตาหรี่ลงเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนพื้นหินใกล้แท่นบรรทมศพ "แต่ผมกลัวรอยเท้า... รอยเท้าใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ของพวกเรา"
อคินชะงัก รีบก้มลงมองตามทิศทางที่ปลายกระบอกปืนของสิงหาชี้ไป บนพื้นหินที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนาเตอะ มีรอยรองเท้าคอมแบทสมัยใหม่ประทับทับรอยเท้าเปลือยโบราณอย่างชัดเจน รอยตีนนั้นลากยาวตรงไปยังโลงศพหินแกรนิตที่ฝาโลงถูกขยับเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นช่องว่างสีดำมืดมิดที่โชยกลิ่นอายความตายออกมาเตะจมูก
หัวใจของอคินกระหน่ำรัวด้วยความตื่นตระหนก "มีคน... มาถึงก่อนเรา?"
"ไม่ใช่แค่มาก่อนครับ" สิงหาดึงสลักนกสับปืนลูกซองเตรียมพร้อม เสียง *คลิก* เบาๆ ดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน "แต่เขาเพิ่งออกไปจากที่นี่... ก่อนหน้าที่เราจะก้าวลงมาไม่ถึงสิบนาที"
บรรยากาศในสุสานลับพลันเย็นเยียบลงฉับพลัน ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวจางๆ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ดิ่งฮวบลงอย่างไร้เหตุผล สิงหาสัมผัสได้ถึงกระแสจิตอาคมที่ปั่นป่วนในอากาศ มันไม่ใช่พลังงานสงบของคนตาย แต่เป็นความอาฆาตมาดร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลนานนับพันปี
"ถอยหลังไปช้าๆ ครับ ดร.อคิน" สิงหากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่อนุญาตให้มีการโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่า ก่อนที่อคินจะทันได้ก้าวถอยตามคำสั่ง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นมาจากความมืดหลังโลงศพหินของกษัตริย์นิลกาฬ ตามด้วยเสียงหัวเราะแหบพร่าที่คุ้นหูอย่างประหลาด—เสียงของคนที่ควรจะตายไปในกองเพลิงกลางป่าลึกเมื่อสามวันก่อน
"ยินดีต้อนรับสู่บ้านของข้า... เจ้าหน้าที่สิงหา และท่านศาสตราจารย์ผู้โง่เขลา"
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมาภายใต้แสงไฟฉาย ร่างนั้นสวมชุดพรานป่าขาดวิ่น ใบหน้าซีกหนึ่งถูกปกคลุมด้วยรอยสักอักขระสีดำสนิทที่กำลังเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดงก่ำไร้แววตาของมนุษย์ และในมือของมัน... กำลังถือ "เพชรตาเสือ" เม็ดมหึมาที่ส่องแสงสีเลือดเรืองรองออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว!
**โปรดติดตามตอนต่อไป...**
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดนี้ด้วยกันนะครับ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม•ตอนที่ 19
สุสานลับ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!