“เก็บมีดนั่นลงไปเสีย ดร.อคิน ก่อนที่คุณจะทำนิ้วตัวเองขาดเพราะความกลัว”
เสียงของสิงหาแหบพร่าและเย็นเยียบ ราวกับเสียงกิ่งไม้แห้งที่ถูกเหยียบหักท่ามกลางความเงียบงัน เขาไม่ได้หันมามองชายหนุ่มผู้กำลังถือมีดเดินป่าเล่มโตสั่นระริกไว้ในมือ ดวงตาของพรานอาคมยังคงจับจ้องไปที่เงาดำที่ไหววูบอยู่หลังพุ่มหนามเบื้องหน้า
อคินหอบหายใจถี่ สายตาของเขามองผ่านเลนส์แว่นที่เริ่มมัวหมองด้วยหยาดเหงื่อ ในใจของนักวิชาการผู้นี้กำลังเกิดพายุโหมกระหน่ำ ข้อมูลเชิงประจักษ์ในหัวสมองของเขา—กฎทางฟิสิกส์ กฎการหักเหของแสง และทฤษฎีการรับรู้ของมนุษย์—กำลังถูกตบหน้าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงห้านาทีที่ผ่านมา
ต้นไม้ที่เขายืนพิงอยู่เมื่อครู่ ไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นร่างของชายคนหนึ่งที่ถูกตรึงไว้กับลำต้นด้วยเถาวัลย์ที่มีลักษณะคล้ายเส้นเอ็นมนุษย์ และสิ่งที่ทำให้เลือดในกายอคินเย็นเฉียบ ไม่ใช่การค้นพบศพ แต่มันคือการที่ศพนั้น ‘สวดมนต์’ ออกมาเป็นภาษาที่เขาไม่เคยรู้จัก แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการได้ยินปกติ
“นั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์สะท้อนของเสียงในหุบเขา... สิงหา” อคินพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ผมคำนวณทิศทางลมแล้ว ความหนาแน่นของอากาศในจุดนี้ไม่เอื้อต่อการเกิดเสียงก้องแบบนั้น เสียงนั่น... มันมาจาก ‘ข้างใน’ หัวของผม”
สิงหาขยับกายเข้ามาใกล้ เขาพ่นควันบุหรี่มวนเล็กที่จุดขึ้นเพียงเพื่อกลบกลิ่นสาบสางของสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามา กลิ่นยาสูบฉุนจัดช่วยดึงสติอคินได้ดีกว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ
“โลกของคุณมันแคบไปหน่อย ด็อกเตอร์” สิงหากล่าว พลางหยิบผงดินปืนสีคล้ำขึ้นมาโรยเป็นวงรอบตัว “วิทยาศาสตร์อธิบายได้ว่าทำไมโลกถึงหมุน แต่ไม่มีวันอธิบายได้ว่าทำไมบางคนถึงถูกดึงลงไปสู่ความมืดก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้น เสียงสวดที่คุณได้ยิน คือบันทึกกรรมของคนที่ตายไปแล้ว... พวกเขาแค่ต้องการคนฟัง”
“คุณจะบอกว่านี่คือความทรงจำที่ตกค้างในสภาพแวดล้อม? ทฤษฎีสนามพลังงานเร้นลับงั้นหรือ?” อคินพยายามหาคำตอบแบบวิชาการมาปกป้องจิตวิญญาณที่กำลังสั่นคลอนของตน
“เลิกพยายามยัดเยียดเหตุผลให้กับสิ่งที่ไม่มีใจให้คุณเถอะครับ” สิงหาหันมาสบตา ดวงตาของพรานหนุ่มมีประกายสีเหลืองวาวโรจน์แปลกประหลาดในความมืด “ความจริงที่นี่ไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่มันถูกเขียนด้วยเลือดและอาคม สิ่งที่คุณเห็น... คือรอยแยกที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่า... รอยแยกนั้นกำลังจะต้อนรับแขกคนสำคัญ”
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที กลิ่นอับชื้นของพงไพรหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นธูปไม้กฤษณาที่หอมหวนจนน่าสะอิดสะเอียน ความมืดในป่าดงดิบยามวิกาลเริ่มบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทาด้วยน้ำมันสน สิ่งที่เคยเป็นพุ่มไม้กลายเป็นรูปทรงของอวัยวะมนุษย์ที่ขยับเขยื้อนได้
อคินทรุดตัวลงคุกเข่า เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวว่าสิ่งที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตจะเป็นเพียงคำลวงหลอกตัวเอง เขาหยิบกล้องดิจิทัลขึ้นมา กดบันทึกภาพด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอกล้องส่องเห็นเพียงความว่างเปล่า... ไม่มีศพ ไม่มีเถาวัลย์ ไม่มีรอยแยก มีเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า
“กล้องมันมองไม่เห็น เพราะมันไม่มี ‘อาคม’ เหมือนตาคุณ” สิงหาเอ่ยขึ้น ราวกับอ่านใจได้ “ด็อกเตอร์ครับ... ถ้าคุณอยากรู้ความจริง คุณต้องวางสมองของคุณทิ้งไว้ข้างหลัง แล้วใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘สัมผัสที่หก’ นำทาง”
“แต่ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์...” อคินแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง “หน้าที่ของผมคือการพิสูจน์ ไม่ใช่การเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยความงมงาย”
“การดื้อรั้นในสิ่งที่เห็นคาตา คือจุดเริ่มต้นของความวิปลาส”
สิงหาคว้าคอเสื้อของอคินขึ้นมา ดึงให้เขาลุกยืนแรงๆ ก่อนจะชี้ไปที่ใจกลางความมืดเบื้องหน้า ที่นั่น... เสียงสวดมนต์ไม่ได้มาจากความว่างเปล่าอีกต่อไป แต่มันเริ่มรวมตัวกันเป็นรูปกายที่ชัดเจน ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดโบราณขาดวิ่น เดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ในมือของเธอถือ ‘กระโหลกแก้ว’ ที่ส่องแสงสีฟ้าหม่นออกมาเป็นจังหวะตามเสียงสวด
อคินอ้าปากค้าง สมองของเขาพยายามประมวลผลสิ่งที่เห็น หญิงสาวคนนั้น... หน้าตาของเธอเหมือนกับรูปถ่ายที่เขาเคยพบในแฟ้มลับของครอบครัวที่หายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน
“นั่น... นั่นมันคุณแม่ของผม” อคินอุทาน ลืมสิ้นซึ่งมาตรวัดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด
หญิงสาวในความมืดหยุดชะงัก เธอค่อยๆ หันใบหน้าที่ไร้ดวงตามามองทางพวกเขา กระโหลกแก้วในมือสั่นไหวรุนแรง ก่อนจะร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ ส่งผลให้เกิดกระแสลมหมุนวนพัดพาเศษดินและใบไม้ปลิวว่อน สิงหาดึงตัวอคินให้หลบหลังลำต้นไม้ใหญ่ทันทีที่เสียงแหลมสูงดังก้องไปทั่วผืนป่า
“นั่นไม่ใช่แม่คุณ!” สิงหาตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวของลมที่ดูคล้ายเสียงกรีดร้อง “นั่นคือ ‘เครื่องสังเวย’ ที่ถูกดึงจิตไปจองจำไว้ในรอยแยก! ถ้าคุณก้าวออกไปตอนนี้ คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเพลงสวดนั่นตลอดกาล!”
ทว่า อคินไม่ได้ยินเสียงของสิงหาอีกต่อไป ภาพหลอนหรือความจริงบางอย่างกำลังครอบงำเขา เขาขยับตัวก้าวออกจากที่กำบังอย่างไร้สติ ขณะที่ร่างหญิงสาวค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ เธอยื่นมือที่ซีดเผือดราวกับศพมาทางเขา พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะของอคินเพียงคนเดียว
*‘ด็อกเตอร์... ในที่สุดท่านก็กลับมา... เพื่อเปิดประตูที่ท่านปิดไว้’*
สิงหาคว้าปืนลูกซองสั้นขึ้นมา แต่เขากลับชะงักไปเมื่อเห็นประกายแสงสีเงินพุ่งออกมาจากหน้าอกของอคิน... มันคือจี้ห้อยคอเก่าแก่ที่เขาไม่เคยเห็นอคินใส่มันมาก่อน จี้นั้นกำลังส่องแสงตอบรับกับกระโหลกแก้วของวิญญาณตนนั้น สิงหาเบิกตากว้าง เขารู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาพาเข้ามาในป่าครั้งนี้... ไม่ใช่นักมานุษยวิทยาธรรมดาๆ
เขาพา ‘กุญแจสำคัญ’ ของคดีนี้เข้ามาในปากเหวเสียแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญมา ณ บรรทัดนี้ครับ เพชรตาเสือโบราณ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม•ตอนที่ 7
เสียงสวดจากพงไพร
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!