พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม•ตอนที่ 13

ภาพหลอนจากอดีต

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
กลิ่นไอน้ำมันสนและคราบเขม่าจากตะเกียงเจ้าพายุในเต็นท์สนาม ไม่ได้ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกลงไปถึงกระดูกดำของ ดร.อคิน เลยแม้แต่น้อย นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการพลิกตำราโบราณมานับไม่ถ้วนกำลังสั่นเทาเล็กน้อย ขณะที่เขายกถ้วยกาแฟดำขึ้นจิบเพื่อกดความปั่นป่วนในกระเพาะอาหารลงไป ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องอยู่บนแผนที่หนังดิบกางอยู่บนโต๊ะพับ ทว่าสมองส่วนเหตุผลและตรรกะที่เขาเคยภาคภูมิใจนักหนากำลังถูกกัดกร่อนด้วยภาพหลอนที่ยังคงติดค้างอยู่เรัยวตา ตั้งแต่ก้าวล่วงเข้าสู่เขตอาคมของรอยแยกในป่าต้องห้ามแห่งนี้ "คุณกำลังใช้เหตุผลผิดที่ผิดทางอีกแล้วนะ, ศาสตราจารย์" เสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งดังขึ้นจากมุมมืดของเต็นท์ รตท.สิงหา หรือที่ใครหลายคนในอดีตเคยขนานนามเขาว่า 'พรานสิงห์' นั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกก ดวงตาคมกริบราวกับพญาเสือโคร่งจ้องมองตรงมายังเขา มือหยาบกร้านกำลังบรรจงฝนกระสุนปืนลูกซองด้วยผงว่านยาและอักขระโบราณอย่างใจเย็น "ผมไม่ได้ใช้เหตุผลผิดที่, ผู้กองสิงหา" อคินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความเค้นเครียดไว้ในทุกพยางค์ "ผมแค่กำลังพยายามหาจุดเชื่อมโยงทางมานุษยวิทยา ระหว่างความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษกับอาการประสาทหลอนที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มแรกที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... รวมถึงครอบครัวของผมด้วย" สิงหาชะืองมือที่กำลังฝนกระสุนลงเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นอ่อนลงวบหนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม "ป่าแห่งนี้ไม่มีมานุษยวิทยาหรอกครับ ดร.อคิน มีแต่ 'กฎ' และ 'ราคา' ที่ต้องจ่าย ใครที่เอาอดีตเข้ามาแบกไว้บนบ่า ย่อมเดินไม่พ้นเงาของตัวเอง และสุดท้าย... ป่าจะกลืนกินมันเข้าไปจนหมดสิ้น" บรรยากาศภายในเต็นท์เงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมกรรโชกยามค่ำคืนที่พัดผ่านยอดไม้สูงเสียดฟ้าด้านนอก ราวกับเสียงกระซิบของผู้คนที่ไร้ตัวตน การปะทะกันของสองตัวละครผู้มีอุดมการณ์ขัดแย้ง แต่กลับต้องพึ่งพิงลมหายใจของกันและกันในดินแดนสนธยานี้ สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาที่หนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก อคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาไหววูบด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น "คุณคิดว่าผมกำลังงงงวยกับความกลัวสินะครับ... คุณคิดว่าผมเป็นแค่พวกนักวิชาการห้องแอร์ที่วิ่งตามหาเงาของตัวเองในป่าดงดิบ" "ผมไม่ได้คิดว่าคุณโง่, อคิน" สิงหาวางกระสุนลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจนในความเงียบ "แต่ผมเตือนด้วยความหวังดีในฐานะคนที่เคยเสียทุกอย่างมาแล้วเหมือนกัน สิ่งที่คุณเห็นในนิมิตอาคมเมื่อตอนเย็น... มันไม่ใช่ความทรงจำ แต่มันคือ 'เหยื่อล่อ'" คำพูดนั้นราวกับมีดคมกริบที่กรีดลงบนแผลเก่า อคินนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ระหว่างที่พวกเขาสำรวจซากปรักหักพังของศาลานายร้อยโบราณ ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ลอยต่ำจนแทบติดพื้น เขากลับเห็นเงาร่างของภรรยาและลูกชายตัวน้อยยืนหันหลังให้ท่ามกลางแมกไม้ เสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กชายดังแว่วมาตามสายลม ร่างกายของเขาราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตรา ขาทั้งสองข้างก้าวเดินตามภาพลวงตานั้นไปโดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้มือแข็งดั่งคีมเหล็กของสิงหาที่กระชากคอเสื้อและตะคอกเรียกสติ เขาคงเดินลึกเข้าไปในเขตอาถรรพ์ที่ไม่มีวันได้กลับออกมาอีกแล้ว "ภรรยาและลูกของผม... พวกเขาหายไปในป่านี้เมื่อสิบปีก่อนนะ ผู้กอง" อคินกัดฟันกรอด สันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาแดงก่ำด้วยความอัดอั้น "หลักฐานทางราชการบอกว่าพวกเขาหลงป่าและเสียชีวิต แต่เสื้อผ้าและของใช้ที่ถูกพบในรัศมีห้ากิโลเมตรจากจุดนี้ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีร่องรอยการถูกสัตว์ร้ายทำร้าย... มันเหมือนกับว่าพวกเขา... เดินหายเข้าไปในอากาศธาตุ" "เพราะป่านี้มันมีประตู" สิงหาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อพรานสีเข้มเขรอะฝุ่นให้ความรู้สึกน่าเกรงขราม "ประตูที่ไม่ได้เปิดออกด้วยกุญแจ แต่เปิดด้วยความอาลัยอาวรณ์และความทรงจำของคุณเอง ยิ่งคุณโหยหามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดึงคุณเข้าไปใกล้ปากเหวมากเท่านั้น" ก่อนที่อคินจะได้โต้แย้งสิ่งใด เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นขัดจังหวะ *แกร๊ก...* ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หักจากลมพัด แต่มันเป็นเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ย่ำลงบนใບไม้แห้งด้านนอกเต็นท์ เสียงนั้นเดินวนรอบที่พักช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับกำลังสำรวจทางเข้าออก ร่างของสิงหาพุ่งไปคว้าปืนลูกซองคู่ชีพขึ้นมาพาดบ่าในเสี้ยววินาที ดวงตาดุดันหันไปจ้องมองเงาตะคุ่มที่ทาบทับอยู่บนผืนผ้าใบของเต็นท์ อคินรีบหยิบไฟฉายแรงสูงขึ้นมาถือไว้มือสั่น ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง เมื่อเงามืดด้านนอกไม่ได้มีแค่ร่างเดียว แต่มันมีถึงสามร่าง... และหนึ่งในนั้นเป็นเงาของเด็กเล็กที่สัดส่วนคุ้นตาอย่างน่าประหลาด "ผู้กอง..." อคินกระซิบ เสียงแหบแห้งจนแทบไม่เป็นภาษา "เงียบ!" สิงหาสั่งเฉียบขาด นิ้วชี้แตะอยู่ที่ไกปืน สายตาคมกริบจดจ้องไปที่เงาเคลื่อนไหวผ่านเนื้อผ้าเต็นท์ ทันใดนั้น มือปริศนาก็จับลงที่ซิปรูดเปิดเต็นท์จากด้านนอก เสียงรูดโลหะดัง *ครูด* ยาวนานและบาดหูราวกับเสียงกรีดร้องของโลหะ ก่อนที่ผืนผ้าใบจะถูกเปิดออกเผยให้เห็นความมืดมิดของราตรีกาลภายนอก ทว่า... ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น พื้นดินว่างเปล่า มีเพียงหมอกสีเทาจัดที่ไหลทะลักเข้ามาในเต็นท์ และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เคยสูดดมในวันที่ครอบครัวของเขาหายสาบสูญ และบนโต๊ะพับไม้ ใกล้กับแผนที่ที่พวกเขากางไว้ มีรอยเปื้อนสีดำรูปฝ่ามือเด็กเล็กปรากฏขึ้นใหม่อย่างสดๆ ร้อนๆ น้ำเมือกเหนียวข้นหยดติ๋งลงบนกระดาษ และเมื่ออคินก้มลงมองใกล้ๆ เขาก็ต้องผงะถอยหลังจนล้มลงไปกระแทกกับพื้นเต็นท์ รอยมือพิมพ์นั้น... ไม่ใช่รอยนิ้วมือของมนุษย์ แต่มันเป็นรอยประทับของกรงเล็บขนาดย่อส่วน ที่มีลักษณะเหมือนกับรอยเท้าของ 'บางสิ่ง' ที่สิงหาเคยบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของพรานอาคมโบราณ—สิ่งมีชีวิตที่ถูกกล่าวขานว่าทำหน้าที่เก็บกวาดวิญญาณของผู้ที่หลงทางในป่าต้องห้าม! "มันไม่ได้มาเพื่อล่อคุณ..." สิงหากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาจ้องเขม็งไปที่รอยมือนั้น "แต่มันมาเพื่อส่ง 'คำท้า'" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดนี้มาด้วยกันนะครับ เพชรตาเสือโบราณ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%