กลิ่นอับชื้นของซากศพที่ผสมปนเปเข้ากับกลิ่นดินปืนเก่าๆ ทำให้โพรงจมูกของผมแสบร้อน ทุกย่างก้าวภายในสุสานใต้ดินแห่งนี้ไม่ได้เพียงแต่เหยียบย่ำลงบนเศษกระดูก หากแต่มันคือการเดินอยู่บนความจริงอันบิดเบี้ยวที่ถูกฝังกลบมานานนับศตวรรษ
แสงจากคบเพลิงในมือของ ดร.อคิน สะท้อนกับผนังหินศิลาแลงเปียกชื้น ส่องให้เห็นร่องรอยการสลักหยาบๆ ที่ทอดยาวไปตามแนวยาวของห้องโถง มันไม่ใช่ภาพสลักบูชาเทพเจ้าหรือบันทึกชัยชนะของกษัตริย์โบราณอย่างที่นักวิชาการอย่างเขาเคยคาดหวัง แต่มันคือภาพบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเอง
"บันทึกทางประวัติศาสตร์มักถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะเสมอ... แต่นี่คือประวัติศาสตร์ของพวกที่ถูกลืม" ผมเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศระหว่างเรา เสียงของผมแหบพร่า ก้องกังวานอยู่ในความมืด
อคินหยุดเดิน แว่นตากรอบทองของเขาฝ้าัวด้วยไอความชื้น เขาไม่ได้หันมามองผมทันที แต่สายตากวาดมองภาพสลักบนผนังที่บันทึกเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยพิธีกรรมไสยเวท นิ้วมือเรียวยาวของนักมานุษยวิทยาผู้ยึดมั่นในเหตุผลสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นความสั่นเทาที่เขาพยายามปกปิดด้วยการขยับกรอบแว่น
"มันไม่ใช่แค่เรื่องเล่าพื้นบ้านหรือความเชื่อไร้สาระอย่างที่คุณพยายามบอกผมตลอดทางหรืองานวิจัยของคุณหรอกนะ สิงหา" อคินพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียด "รอยสลักพวกนี้... มันใช้โครงสร้างภาษาโบราณที่ถอดรหัสได้ มันคือ 'สัญญา' ระหว่างมนุษย์กับบางสิ่งที่ปฏิเสธความตาย"
ผมแค่นิ่งเงียบ ปล่อยให้ความเยียบเย็นของอากาศซึมผ่านเสื้อแจ็คเก็ตสนาม ในฐานะพรานอาคมที่เคยผ่านป่าต้องห้ามมาโชกโชน ผมรู้ดีว่าสิ่งที่สลักอยู่บนกำแพงนี้ไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่มมันคือ 'ยันต์ตรึงวิญญาณ' ที่ยังมีชีวิต มันหายใจ มันรอคอย และมันกำลังจับจ้องเราอยู่
"คุณกำลังมองหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในสถานที่ที่วิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย ดร.อคิน" ผมก้าวเข้าไปใกล้เขา ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวผมผสมกับกลิ่นเฉพาะตัวของเขา "คนที่สลักกำแพงนี้ไม่ได้ต้องการบันทึกประวัติศาสตร์ เขากำลังสร้าง 'กรง' ต่างหาก และพวกเรา... กำลังเดินเข้ามาในกรงที่ประตูถูกปิดตายแล้ว"
อคินหันมาสบตาผม แววตาของเขาคู่นั้นมีความดื้อรั้นและกระหายใคร่รู้ในแบบที่ผมเกลียดและอดทนยอมรับไม่ได้ในเวลาเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างเรา—ผมผู้เชื่อในสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยวิญญาณ กับเขาผู้พยายามอธิบายทุกอย่างด้วยตรรกะ—คือความสมดุลอันเปราะบางที่ทำให้เรายังรอดชีวิตมาจนถึงจุดนี้
"ถ้ามันคือกรง... ก็ต้องมีกลไกในการเปิดมัน" อคินตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบคมไม่แพ้กัน "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อตายในหลุมศพของคนป่าเถื่อน สิงหา ผมมาเพื่อหาคำตอบว่าทำไมพ่อของผมถึงหายตัวไปในป่านี้เมื่อสิบปีก่อน และถ้าคำตอบนั้นมันซ่อนอยู่หลังกำแพงบ้าๆ นี่..."
เขายื่นมือไปสัมผัสรอยสลักรูปมือมนุษย์ที่จมลึกเข้าไปในผนังศิลาแลงทันที โดยไม่ฟังคำทักท้วงของผม!
"อย่า!" ผมพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือเขาไว้สุดแรง เกิดเสียงสะท้อนทุับต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังขึ้นจากใต้พื้นดิน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำ อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที เสียงกระซิบแผ่วเบาหลายร้อยเสียงเริ่มดังขึ้นจากผนังหินรอบด้าน มันไม่ใช่เสียงลมพัด แต่มันคือเสียงโหยหวนของผู้คนที่ถูกฝังทั้งเป็น เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ปะปนเสียงหัวoาะเยาะเย้ย
อคินชะงัก สีหน้าของเขาซีดเผือดเมื่อตระหนักว่าปลายนิ้วของเขาไม่ได้สัมผัสกับหินเย็นเฉียบอีกต่อไป แต่มันกำลังจมลงไปในผิวสัมผัสที่หยุ่น นุ่ม และอุ่นเหมือนเนื้อหนังของมนุษย์ที่ยังมีชีวิต
รอยสลักรูปมือบนผนังค่อยๆ ขยับ... มันบิดเบี้ยว นิ้วทั้งห้ากางออกแล้วกำรอบข้อมือของอคินแน่นราวกับคีมเหล็ก!
"สิงหา..." อคินครางชื่อผมในลำคอ นัยน์ตาเบิกKว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน
ก่อนที่ผมจะชักมีดอาคมลงทัณฑ์รอยสลักนั้น แสงไฟจากคบเพลิงก็วูบดับลงพร้อมกันทั้งหมด ความมืดมิดกลืนกินพวกเราในทันที ท่ามกลางความมืดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็เริ่มดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านหลัง... เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้เดินด้วยขาของมนุษย์
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม•ตอนที่ 21
เสียงกระซิบจากกำแพง
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!