กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายดินชื้นแฉะของป่าดงดิบยามวิกาลคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก ความเงียบงันรอบตัวไม่ได้แปลว่าปลอดภัย หากแต่มันคือความตึงเครียดก่อนที่พายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
"ทางเลือกไม่ได้มีเยอะนักหรอกครับ... ผู้กองสิงหา"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลราวกับสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษเอ่ยขึ้น ท่ามกลางแสงไฟฉายวับแวมที่สาดกระทบโครงกระดูกมนุษย์โบราณภายในถ้ำศิลาแลง ดร.อคินยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว แว่นตากรอบทองของศาสตราจารย์สะท้อนแสงสีเหลืองนวลจากคบเพลิง ใบหน้าของนักมานุษยวิทยาผู้ยึดมั่นในหลักเหตุผลไร้ซึ่งความตื่นกลัว มีเพียงความว่างเปล่าและรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย
เบื้องหน้าของ รตท. สิงหา คือแท่นบูชาหินโบราณที่สลักลวดลายอัปสรผันแปร บนนั้นวางหีบทองคำโบราณ—ขุมทรัพย์แห่งป่าต้องห้ามที่เหล่านักล่าสมบัติใฝ่ฝัน ทว่ารอบตัวของหีบใบนั้นกลับถูกผูกพันไว้ด้วยเชือกอาคมสีแดงฉาน ซึ่งปลายอีกด้านหนึ่งไม่ได้ผูกติดกับกลไกใดๆ แต่มันผูกรัดเข้ากับร่างที่สั่นเทาของเด็กหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ถูกลักพาตัวมาเป็นเครื่องสังเวย
ปลายกระบอกปืนพกขนาด .45 ของสิงห์สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะน้ำหนักของความรับผิดชอบที่กดทับอยู่บนบ่าข้างซ้าย—บ่าข้างเดียวกับที่เขาเคยสูญเสียลูกทีมไปในป่าแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน
ดวงตาคมกริบของพรานอาคมหันกลับมามองตัวประกันสลับกับสมบัติล้ำค่า เขากลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก
"คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม... อคิน" เสียงของสิงห์แหบพร่าแต่เฉียบขาด "ว่าสมบัติชิ้นนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการครอบครอง... แต่ถูกสร้างมาเพื่อกักขัง 'สิ่งนั้น' เอาไว้"
อคินถอดแว่นออกช้าๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดเช็ดเลนส์อย่างใจเย็น ราวกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงหัวข้อสัมมนาในห้องเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ความเป็นความตายของมนุษย์
"ความรู้ที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยการเสียสละเสมอครับ ผู้กอง" อคินเงยหน้าขึ้นสบตา ทadแฝงแววตาสีเทาที่ไร้ก้นบึ้ง "ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเมตตา แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว สมบัติชิ้นนั้นจะไขปริศนาการสูญหายของครอบครัวผม... และเด็กคนนั้น เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติในหน้าประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกบันทึก"
"เด็กคนนั้นมีชื่อนะครับ!" สิงห์คำรามลั่น กัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน นิ้วชี้ที่เหนี่ยวไกเกร็งแน่นขึ้นตามแรงอารมณ์ "ชีวิตคนไม่ใช่ตัวเลขในกระดาษรายงานของคุณ!"
"แล้วเพื่อนร่วมทีมของคุณล่ะครับ ผู้กอง?" อคินสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียաբนิ่ง ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ตอนที่คุณเลือกทำตาม 'กฎระเบียบ' และปล่อยให้พวกเขาตายในดงดิบเมื่อห้าปีก่อน... วันนั้นคุณไม่ได้เลือกชีวิตคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ คุณแค่เลือกที่จะเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณของพรานที่ขี้ขลาด"
คำพูดนั้นทำราวกับมีคมมีดกรีดลงบนแผลเป็นเก่าที่ยังไม่เคยตกสะเก็ด สิงห์ชะงัก ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ภาพเหตุการณ์ในอดีต—เสียงกรีดร้อง ความมืดมิด และกลิ่นเลือด—ไหลทะลักกลับเข้ามาในหัวสมองราวกับเขื่อนแตก
นี่คือสงครามจิตวิทยาที่อคินถนัดที่สุด การดึงด้านมืดของคู่สนทนาออกมาวางแผ่บนโต๊ะแล้วเหยียบย่ำมันอย่างสุภาพ
สิงห์หายใจเข้าลึกๆ พยายามดึงสติกลับมาจากหลุมพรางแห่งความรู้สึกผิด เขารู้ดีว่าหากเขาเลือกสมบัติ เพื่อนำมาไขความลับหรือทำลายมันตามหน้าที่ เขากต้องปล่อยให้เด็กผู้หญิงบริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตให้กับอาคมโบราณ แต่หากเขาเลือกช่วยเด็ก สมบัติชิ้นนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ร้ายข้ามชาติ ซึ่งจะนำไปใช้ปลุกพลังมืดที่อาจทำลายล้างผู้คนนับพันในเมืองหลวง
ไม่มีทางเลือกที่สะอาด ไม่มีทางเลือกที่ถูกต้อง มีเพียงความเลวร้ายสองระดับที่ต้องชั่งน้ำหนัก
"ถ้าผมยิงคุณตอนนี้..." สิงห์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ ปลายกระบอกปืนเล็งตรงไปยังระหว่างคิ้วของศาสตราจารย์ "แผนการทั้งหมดของคุณก็จบลง"
อคินไม่แม้แต่จะก้าวถอยหลัง เขากลับเดินเข้าไปใกล้ปลายกระบอกปืนอีกหนึ่งก้าว จนเนื้อโลหะเย็นเฉียบแนบชิดกับหน้าผากของตนเอง รอยยิ้มมุมปากยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
"เชิญเลยครับ... ถ้าการตายของผมทำให้คุณรู้สึกเป็น 'คนดี' ขึ้นมาได้บ้าง" อคินกระซิบแผ่วเบา "แต่พึงระวังไว้นะครับผู้กอง... เมื่อผมตาย ความลับที่จะช่วยถอนคำสาปให้เด็กคนนั้น และทางรอดเดียวที่จะพาคุณออกไปจากป่าแห่งนี้ ก็จะตายไปกับผมด้วย"
ความกดอากาศภายในถ้ำลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เปลวไฟจากคบเพลิงสั่นไหวรุนแรงราวกับมีกระแสลมประหลาดพัดผ่านมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง เชือกอาคมสีแดงที่รัดร่างเด็กหญิงเริ่มเปล่งแสงสีเลือด และส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงของวิญญาณนับร้อยที่กำลังถูกทรมาน
เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว สิงห์ต้องตัดสินใจ
เขาลดปืนลงช้าๆ ความพ่ายแพ้ฉายชัดในแววตาคู่คมที่เคยดุดัน
"ตกลง..." สิงห์กัดฟันกรวด "ปล่อยเด็กคนนั้นซะ แล้วเอาสมบัติของคุณไป"
อคินยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ ศาสตราจารย์หนุ่มก้าวเท้าเข้าไปใกล้แท่นบูชา เอื้อมมืออันสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นไปสัมผัสกับหีบทองคำโบราณ นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ปลดเชือกอาคมที่รัดร่างเด็กหญิงออก ทันทีที่ปมสุดท้ายหลุดร่วงลง ร่างของเด็กน้อยก็หมดสติและทรุดฮวบลงกับพื้น สิงห์พุ่งตัวเข้าไปรับร่างนั้นไว้ได้ทันท่วงที
ทว่า... ในวินาทีที่ฝากล่องทองคำถูกงัดเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอาร์ดอันน่าขนลุก แสงสว่างจ้าสีนิลกาฬก็พวยพุ่งทะลักออกมาจากปากกล่อง กลืนกินแสงไฟทั้งหมดภายในถ้ำให้ดับวูบลงในพริบตา
ความมืดมิดเข้าปกคลุม พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยที่ไม่ได้มาจากทิศทางของมนุษย์ กำลังเดินกรูเข้ามาล้อมรอบพวกเขาจากทุกสารทิศ
และก่อนที่สิงห์จะทันได้หยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว มือเย็นเฉียบไร้ชีวิตชีวาคู่หนึ่ง ก็แตะลงบนบ่าของเขาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
*"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... สิงหา"*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม•ตอนที่ 22
ทางเลือกสุดท้าย
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมกับศาสตราจารย์ไสยศาสตร์: รอยแยกในป่าต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!