“จะกินเองหรือจะให้ฉันกรอกลงคอด้วยวิธีอื่น เลือกมา มีน!”
เสียงเข้มของกันต์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาขมปี๋ มือหนาถือถ้วยยาเซรามิกสีขาวไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็ประคองต้นคอคนป่วยที่เอาแต่หันหน้าหนีเหมือนเด็กสามขวบโดนบังคับกินผัก
มีนขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ ดวงตากลมโตที่มีน้ำใสๆ คลออยู่จากการถูกไข้เล่นงานสะท้อนภาพใบหน้ากวนประสาทของรูมเมตตัวดีที่วันนี้ดูจะดุผิดปกติ ผิวหน้าของเขามีเหงื่อซึมเล็กน้อยจากการพยายามดูแลฉันมาตลอดทั้งคืน
“ขม... ฉันไม่กินแล้ว นายเอาไปไกลๆ เลยนะกันต์!” คนป่วยโวยวายเสียงแหบพร่า พยายามจะมุดหน้าลงใต้ผ้าห่มผืนหนา แต่กันต์กลับไวกว่า เขาคว้าหมับเข้าที่ไหล่แล้วดึงฉันขึ้นมานั่งพิงหัวเตียงตามเดิม แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรง แต่มันหนักแน่นจนฉันปฏิเสธไม่ได้เลยสักนิด
“อย่าดื้อได้ไหมวะ” กันต์ถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นสบู่อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นยาที่ติดตัวเขา “ถ้าไม่กิน ไข้ก็ไม่ลด แล้วถ้าไข้ไม่ลด พรุ่งนี้ฉันก็ต้องแบกนายไปมหา’ลัยสภาพเหมือนศพเดินได้อีก เข้าใจไหมคนสวย?”
“คำว่าคนสวยน่ะเก็บไว้หลอกสาววิศวะเถอะ ฉันไม่หลงกลหรอก!” ฉันสวนกลับทันควันแม้ใจจะสั่นไหวกับสรรพนามนั้นจนหูแดงก่ำไปหมดแล้ว
กันต์หัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉัน ความกวนประสาทเมื่อครู่ดูเหมือนจะจางหายไป เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจนฉันเผลอกลั้นหายใจ “ดื้อนักนะ... งั้นถ้าไม่ยอมกินดีๆ ก็อย่าหาว่าฉันไม่สุภาพ”
เขาตักยาน้ำสีดำสนิทขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากฉัน พอฉันเม้มปากแน่นเพราะความขมที่จินตนาการเอาไว้ กันต์ก็โน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่บนหน้าผาก มืออีกข้างของเขาไล้ไปตามไรผมที่เปียกชื้นเพราะเหงื่ออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำเอาหัวใจฉันเต้นแรงจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน
“อ้าปากสิ... เร็ว” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นโทนต่ำพร่าและอ่อนโยนอย่างประหลาด มันไม่ใช่คำสั่ง แต่มันเหมือนการอ้อนวอนที่แฝงไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ฉันต้านทานไม่ได้เลย
ฉันยอมเปิดปากออกช้าๆ ยาขมปร่าไหลผ่านลิ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่ฉันจะได้เบ้หน้าหนี กันต์ก็ยื่นช็อกโกแลตเม็ดเล็กๆ เข้ามาในปากฉันแทนที่ความขมนั้น ความหวานละมุนกระจายไปทั่วโพรงปากทันทีที่ฟันของเขากับฉันเผลอแตะกันชั่วครู่ตอนป้อนขนม
“หวานกว่ายาใช่ไหมล่ะ” เขาถอยออกมานั่งมองฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ แต่มุมปากนั่นกลับยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “รู้งี้ป่วยบ่อยๆ ก็ดีนะ จะได้มีคนดูแลแบบใกล้ชิดขนาดนี้”
“บ้า! ใครอยากป่วยกันเล่า!” ฉันรีบก้มหน้าหลบสายตา ร้อนไปหมดทั้งแก้มทั้งคอ ไม่ทันสังเกตเห็นวิญญาณเจ๊จูที่ลอยละล่องอยู่มุมห้อง กำลังทำท่าหัวใจกับตัวเองแล้วอมยิ้มกริ่มเหมือนกำลังดูซีรีส์รักโรแมนติกชั้นดี
บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะหวานชื่นจนน่าหมั่นไส้ แต่ทันใดนั้น แสงไฟในห้องก็กะพริบถี่ๆ จนดับวูบลงเหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานแคบ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสามครั้ง... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ทั้งที่ปกติแล้วในชั้นนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่เลยนอกจากพวกเรา
กันต์ชะงักไป มือที่กำลังจะวางถ้วยยาลงบนโต๊ะข้างเตียงสั่นเล็กน้อย เขากระชับผ้าห่มให้ฉันแน่นขึ้นแล้วหันไปมองประตูด้วยสายตาดุดัน “ใครวะ?”
ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เสียงเคาะครั้งที่สี่ดังขึ้น... คราวนี้มันหนักแน่นและรุนแรงจนบานประตูไม้เก่าๆ สั่นสะท้าน เหมือนมีคนพยายามจะพังเข้ามาจากอีกฝั่ง และที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ เสียงกระซิบที่ดังลอดผ่านช่องว่างใต้ประตูเข้ามา... มันไม่ใช่เสียงภาษาคน แต่มันเป็นเสียงครางอืออึงที่ฟังดูคล้ายเสียงของฉัน... *เสียงของฉันที่กำลังพูดประโยคที่ฉันไม่เคยพูด!*
“มีน... ออกมาเล่นกันเถอะ... ข้างนอกนี้มันหนาวเหลือเกิน...”
ฉันตัวแข็งทื่อ กอดแขนกันต์แน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเขา กันต์หันมามองฉัน ใบหน้าเขาซีดเผือดเพราะเสียงนั้นมันเหมือนเสียงของฉันแบบแยกไม่ออก แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้พูดอะไร มือเย็นเยียบข้างหนึ่งก็ยื่นผ่านกำแพงเข้ามาจับที่ข้อเท้าของฉันจากใต้เตียง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันแสนวุ่นวายและหัวใจเต้นแรงไปกับเราในตอนนี้นะคะ!
ห้องพักผีสิงกับคุณชายปากหมา•ตอนที่ 13
ยาขมกับคนขี้ดื้อ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องพักผีสิงกับคุณชายปากหมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!