“ถ้ามึงยังจ้องหน้ากูเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อแบบนี้ อีกสามวินาทีต่อมา... กูจะจูบให้หายซ่าเลย คอยดู”
คำพูดกวนประสาทหลุดออกมาจากปากคนตัวสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงฝั่งซ้าย กันต์มองมาที่ฉันด้วยแววตาวาววับเหมือนหมาป่าที่กำลังต้อนลูกแกะให้จนมุม ในห้องพักที่ควรจะเงียบสงัดกลับมีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อยๆ กับเสียงหัวใจของฉันที่กำลังเต้นประท้วงเหมือนกลองชุด
“ปากหมา!” ฉันตวาดกลับ ทั้งที่มือไม้เริ่มสั่นจนต้องกำชายเสื้อนักศึกษาแน่น “ใครจะอยากให้มึงจูบวะ ไอ้คนหลงตัวเอง! แล้วนี่จะเลิกมองสักทีได้ไหม มันอึดอัด!”
“อึดอัดตรงไหน หรือว่า... เขิน?”
กันต์โน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขามันทำให้สมองฉันรวนไปหมด ยิ่งพยายามถอยหลังหนี แผ่นหลังก็ยิ่งชนเข้ากับขอบประตูห้องจนไม่มีทางไป
บรรยากาศในห้องตอนนี้มันแปลกไป วิญญาณเจ๊จูที่เคยโผล่มาหลอกหลอนให้ตกใจเล่นกลับหายไปไหนไม่รู้ ราวกับว่าห้องนี้จงใจเหลือเพียงเราสองคน ท่ามกลางความเงียบที่ขยายตัวจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันต์ที่ปะทะเข้ากับใบหน้าของฉัน
สายตาของเขาเปลี่ยนไป จากความกวนประสาทปกติ กลายเป็นแววตาที่ลุ่มลึกและจริงจังจนฉันไม่กล้าสบตา แต่ก็ไม่สามารถละสายตาไปได้ ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ตรึงร่างฉันไว้กับที่
“มีน...” เขาเรียกชื่อฉัน น้ำเสียงทุ้มต่ำและแผ่วเบาจนใจสั่น “ถ้ากูบอกว่าที่แกล้งไปทั้งหมด... เพราะแค่อยากให้มึงหันมามองแค่กูคนเดียว มึงจะเชื่อไหม”
ลมหายใจของฉันสะดุดกึก ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยอัตโนมัติ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการแกล้งเล่น มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่เต้นเร่าอยู่ในส่วนลึกของมัน ความเงียบระหว่างเรายาวนานจนแทบจะกลายเป็นนิรันดร์ วินาทีนั้น... โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนไปจริงๆ
จังหวะหัวใจของเราสองคนดูเหมือนจะเต้นไปในจังหวะเดียวกันอย่างน่าประหลาด เสียงความวุ่นวายภายนอกห้องหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาของกันต์ที่เหมือนกับเข็มทิศกำลังนำพาฉันให้หลงทางอยู่ในความรู้สึกที่ตนเองก็ยังไม่กล้าเรียกชื่อ
“มึง... พูดเล่นใช่ไหม” ฉันถามออกไป เสียงสั่นพร่าอย่างไม่อาจควบคุม
กันต์ไม่ตอบ แต่เขากลับขยับหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม ปลายจมูกของเราเกือบจะแตะกันอยู่รอมร่อ ความอบอุ่นจากร่างกายของเขามันแผ่ซ่านเข้ามาจนผิวแก้มฉันร้อนผ่าว
“ดูหน้ากูสิ... เหมือนคนพูดเล่นเหรอ”
ทว่าในจังหวะที่หัวใจของฉันกำลังจะพุ่งทะลุออกมานอกอก เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณเจ๊จูก็ดังสนั่นขึ้นมาพร้อมกับไฟในห้องที่ดับวูบลงฉับพลัน!
*ตึง!*
เสียงบางอย่างล้มลงในห้องน้ำตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ไม่ใช่ฝีเท้าของคนกำลังวิ่งออกมาจากมุมมืด! กันต์ผลักฉันไปหลบด้านหลังของเขาตามสัญชาตญาณทันที มือหนาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นจนเจ็บ แต่ในความมืดสลัวนั้น ฉันกลับเห็นบางอย่างที่น่าขนลุกยิ่งกว่าผี...
ที่หน้าประตูห้องพักของเรา ลูกบิดค่อยๆ หมุนช้าๆ จากด้านนอก... ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า และไม่มีใครมีกุญแจห้องนี้ยกเว้นฉันกับกันต์!
“มีน... ถอยไปอยู่หลังกูให้มิด” กันต์กระซิบ เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเข้มและเย็นเยียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแฟลชส่องไปยังประตูที่กำลังแง้มออก
“ไอ้กันต์... นั่นใครน่ะ?” ฉันถามเสียงสั่นเมื่อเห็นเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่หลังบานประตู เงาร่างนั้นค่อยๆ ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่าสะอิดสะเอียน
มันไม่ใช่เจ๊จู... แต่มันคือใบหน้าของกันต์... ใบหน้าของกันต์อีกคนหนึ่งที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ตรงข้ามกับกันต์ตัวจริงที่กำลังกุมมือฉันไว้แน่น!
เสียงกระซิบยามดึกหวังว่าทุกท่านจะยังคงรักษาระดับความดันโลหิตไว้ได้ทันเวลาในตอนหน้านะคะ!
ห้องพักผีสิงกับคุณชายปากหมา•ตอนที่ 31
สายตาสื่อความหมาย
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ห้องพักผีสิงกับคุณชายปากหมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!