เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 8

ความจริงภายใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
“ถ้าคุณจำไม่ได้... แล้วสิ่งที่ฉันเห็นในดวงตาคุณทุกครั้งที่มองภาพวาดพวกนี้ มันคืออะไรกันแน่คะ คีริน?” น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวขณะวางพู่กันลงบนจานสี เสียงกระทบกันของไม้และเซรามิกดังก้องในห้องสตูดิโอที่เงียบสงัด เธอไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่จ้องมองผืนผ้าใบตรงหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยสีน้ำเงินเข้มข้นจนเกือบดำ ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกับคืนที่ดาวตกพาดผ่านท้องฟ้าในความทรงจำที่แตกสลายของเธอ คีรินชะงักฝีเท้า เงาของเขาทอดยาวพาดผ่านเงาของเธอ ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ แต่ยังคงเว้นระยะห่างราวกับกลัวว่าหากเข้าใกล้เกินไป ความอดทนที่เขาสร้างไว้จะพังทลายลง “ริน... ผมบอกคุณแล้ว ว่ามันไม่มีอะไร” เสียงของเขาแหบพร่า สุขุมเหมือนเคย แต่รินรดาสังเกตเห็นมือที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ความทรงจำที่หายไป มันก็เหมือนหนังสือที่ถูกฉีกหน้าออกไปแล้ว ผมไม่มีวันหาหน้าที่หายไปเจอก็แค่... การที่ผมดูภาพของคุณ มันก็แค่ความรู้สึกชั่ววูบที่ผมหาคำตอบไม่ได้” รินรดากระแทกเก้าอี้ไม้จนเกิดเสียงดัง หญิงสาวหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อคลอ แต่เธอไม่ยอมให้มันร่วงหล่นลงมา “คำตอบไม่ได้อยู่ที่หนังสือที่ถูกฉีกหรอกค่ะ แต่อยู่ที่หัวใจของคุณที่มันพยายามจะตะโกนออกมา แต่คุณกลับปิดตายมันเอาไว้ด้วยความกลัว... คุณกลัวอะไรคะ? กลัวว่าถ้าจำได้แล้ว เราสองคนจะกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน หรือกลัวว่าความจริงมันจะทำลายชีวิตที่คุณพยายามสร้างใหม่จนพังทลาย?” คีรินเบือนหน้าหนี สายตาเขาจับจ้องไปที่แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้อง มันเป็นแสงสีเงินยวงที่ดูเย็นเยียบและลึกลับพอๆ กับสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขา ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่กระจัดกระจาย “ผมไม่ได้กลัวความจริงหรอกริน... แต่ผมกลัวว่า ‘ความจริง’ ที่คุณต้องการให้ผมจำได้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเจ็บปวดมากกว่าเดิม” เขาหันกลับมามองเธอ ดวงตาของเขาคู่นั้น... ที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง “คุณแน่ใจแล้วหรือว่าอยากรู้? บางครั้ง การที่เราจดจำอะไรไม่ได้เลย มันอาจจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่โชคชะตามอบให้เราก็ได้” “สำหรับฉัน... การใช้ชีวิตอยู่บนความว่างเปล่ามันทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงหัวใจของคนทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะที่ผิดเพี้ยน เธอเอื้อมมือไปแตะที่ขมับของเขาเบาๆ สัมผัสถึงความร้อนผ่าวใต้ผิวหนัง “บอกฉันเถอะคีริน ในฝันร้ายของคุณ... ภาพที่เห็นมันเป็นสีอะไร? มันใช่สีเดียวกับที่ฉันกำลังวาดอยู่ตอนนี้ไหม?” คีรินตัวแข็งทื่อ เขาหลับตาลงแน่น พยายามปิดกั้นมวลความทรงจำที่จู่โจมเข้ามาดุจคลื่นใต้น้ำที่โหมกระหน่ำ ภาพใบหน้าของใครบางคน—คนที่มีรอยยิ้มเหมือนรินรดา แต่ไม่ใช่เธอ—ค่อยๆ ปรากฏขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะสลายหายไปกลายเป็นความมืดมิดที่ว่างเปล่า “มัน... มันไม่มีสี” เขาพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง “มันมีแค่เสียง... เสียงกระจกแตก และความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา” “ถ้าอย่างนั้น สบตาฉันสิคะ” รินรดาบังคับให้เขาเผชิญหน้า “มองดูฉัน แล้วบอกว่าคุณเห็นใครในนี้” คีรินลืมตาขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจนเห็นแม้แต่ประกายน้ำตาที่รินรดาพยายามกั้นไว้ วินาทีนั้น โลกทั้งใบของเขาราวกับหยุดหมุน ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับว่าสายใยที่ขาดสะบั้นกำลังพยายามถักทอเข้าหากันอีกครั้ง ทว่าในตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปาก... เสียงเคาะประตูห้องสตูดิโอก็ดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่หนักแน่นและไร้ความปรานี ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสีเทาเข้ม ผู้ซึ่งไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้ “ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะการรื้อฟื้นความทรงจำสินะครับ” เสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นเยียบ ชายคนนั้นเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ก่อนจะหยุดยืนข้างภาพวาดที่รินรดาเพิ่งวาดเสร็จ “ภาพสวยดีนี่ครับ... รินรดา แต่ดูเหมือนว่าคุณกำลังพยายามจะวาดสิ่งที่ ‘คีริน’ ไม่มีวันได้รับอนุญาตให้เห็นอีกต่อไป” รินรดาหน้าซีดเผือด คีรินขยับตัวเข้ามาบังเธอไว้โดยสัญชาตญาณ ทว่าชายคนนั้นกลับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะทำงานของรินรดา มันเป็นรูปถ่ายเก่าแก่ที่ขอบภาพเริ่มเหลืองกรอบ แต่สิ่งที่อยู่ในภาพทำให้รินรดาถึงกับหายใจไม่ออก ในภาพนั้น... คือรินรดาที่ดูเด็กกว่านี้มาก กำลังยืนกุมมือกับคีริน... แต่เขากำลังสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วนางข้างซ้าย ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังในความทรงจำของเธอ “ความจริงที่อยากรู้นักหนาใช่ไหม?” ชายคนนั้นเอ่ยยิ้มๆ “งั้นก็ดูให้ดีเถอะว่า... แท้จริงแล้ว ‘สามี’ ของคุณน่ะ เขาจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรือเขากำลังถูกใครบางคนสั่งให้ ‘ลืม’ กันแน่?” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนไปกับรินรดาและคีรินในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ ดาวตกคืนคริสต์มาส
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%