เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 3

มิตรภาพที่ก่อตัว

ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
“อย่ามอง... อย่าพยายามจะมองมันอีก” เสียงของคีรินแหบพร่าและสั่นไหว เขาไม่ได้หันมามองรินรดาขณะที่พูด ประโยคนั้นพุ่งตรงมาจากมุมมืดของห้องสตูดิโอ กลิ่นสีน้ำมันฉุนกึกปะทะเข้ากับโสตประสาทของเธอจนเวียนหัว รินรดายืนตัวแข็งทื่อ ฝ่ามือที่เปื้อนคราบสีของเธอยังคงสั่นระริก ภาพมือที่มีรอยแผลเป็นนั้นยังคงฝังแน่นอยู่ในดวงตา ราวกับรอยสักที่ไม่มีวันจางหาย “มือของคีริน... ทำไมคุณถึงมีรอยแผลเป็นแบบนั้น” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นด้วยความสงสัยที่อัดอั้นมาตลอด คีรินชะงักไปครู่หนึ่ง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาขยับเล็กน้อยใต้แสงสลัวจากหลอดไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ เขาค่อยๆ หันมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนและนิ่งสงบกลับวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกพายุซัด เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเดินตรงมาหาเธอ หยิบพู่กันที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา แล้วจุ่มลงในถังน้ำจนเกิดเสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ “เราควรไปที่อื่น” เขาเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากทว่ารินรดาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในประโยคที่เขาพยายามซ่อนไว้ “ที่นี่มีแต่ความทรงจำที่... บิดเบี้ยว คุณบอกว่าอยากจะไปที่ที่คุณเคยไปตอนเด็กไม่ใช่หรือ? ไปกันเถอะ” รินรดาลดมือลง ไม่ใช่เพราะเธอถูกโน้มน้าว แต่เพราะเธอรู้ว่าการคาดคั้นในตอนนี้มีแต่จะทำให้เขาสร้างกำแพงที่สูงขึ้นกว่าเดิม เธอพยักหน้าเบาๆ พลางหลบสายตาไปทางผืนผ้าใบที่เละเทะไปด้วยสีที่ถูกทาบทับจนกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า ตลอดการเดินทางผ่านท้องถนนในยามบ่ายที่แดดเริ่มอ่อนแสง บรรยากาศภายในรถเงียบเชียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน รินรดาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้ามองวิวทิวทัศน์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้ากลายเป็นแนวต้นไม้ใหญ่และบ้านเรือนเก่าแก่ จนกระทั่งรถคันหรูหยุดลงที่หน้าสนามเด็กเล่นร้างแห่งหนึ่งที่ถูกโอบล้อมด้วยรั้วเหล็กขึ้นสนิม มันคือสถานที่เดิม... สถานที่ที่เธอมักจะมานั่งวาดรูปคนเดียวเมื่อยี่สิบปีก่อน “ผมจำได้ว่าเคยมาที่นี่” คีรินเปรยขึ้นหลังจากก้าวลงจากรถ เขาเดินไปแตะรั้วเหล็กนั้นเบาๆ ปลายนิ้วสัมผัสสนิมกรังด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด “ความรู้สึกตอนสัมผัสเหล็กเย็นๆ นี่... มันคุ้นจนเจ็บไปที่หน้าอก” รินรดาเดินไปยืนเคียงข้างเขา เธอไม่ได้มองที่รั้ว แต่เธอมองใบหน้าด้านข้างของคีริน แสงสีทองจากอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมากระทบสันกรามคมชัดของเขา ทำให้เขากลายเป็นภาพวาดที่งดงามที่สุดในสายตาเธอ “คุณเคยมาที่นี่เหรอคะ?” เธอถามเบาๆ “คีริน... คุณแน่ใจนะว่าอุบัติเหตุนั่นไม่ได้พรากตัวตนของคุณไปจนหมดสิ้น” เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า “บางทีการจำอะไรไม่ได้เลยอาจจะเป็นความเมตตาของโชคชะตา แต่การที่จำอะไรได้เพียงเศษเสี้ยวแบบนี้... มันกลับเป็นคำสาป” ทั้งคู่เดินเข้าไปในเขตสนามเด็กเล่น พื้นที่รกร้างที่เต็มไปด้วยหญ้าคาดูราวกับโลกที่ถูกหยุดเวลาไว้ รินรดาพาเขาเดินไปที่ใต้ต้นหูกวางใหญ่ ซึ่งเป็นจุดประจำของเธอในวันวาน เธอนั่งลงบนรากไม้ที่โผล่พ้นดิน คีรินเองก็นั่งลงข้างๆ อย่างไม่ถือตัว “ที่นี่เคยมีม้าหมุนสีแดง” รินรดาชี้ไปที่พื้นที่ว่างเปล่า “ฉันชอบวาดรูปมันเสมอ เพราะสีแดงของมันดูเหมือนเลือด... ที่ฉันกลัวจะสูญเสียมันไปจากชีวิต” คีรินมองตามนิ้วของเธอ ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด “ม้าหมุนสีแดง... ผมเห็นมันในความฝันบ่อยๆ รินรดา ในฝันนั้นมีเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะ แต่ผมกลับร้องไห้” เขาก้มลงมองมือตัวเอง รอยแผลเป็นที่หลังมือนั้นเด่นชัดขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มลาลับ รินรดาตัดสินใจกุมมือของเขาไว้แน่น ความอบอุ่นจากมือของเธอแผ่ซ่านผ่านผิวหนังของเขา คีรินสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ชักมือกลับ เขากลับบีบมือเธอตอบด้วยแรงที่หนักแน่นกว่า “ถ้าคุณคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป” รินรดากระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ฉันยินดีที่จะเป็นคนประกอบมันขึ้นมาใหม่ แม้ว่ารอยร้าวนั้นจะไม่มีวันประสานกันสนิทก็ตาม” คีรินหันมามองเธอ สบตากับดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา ในเสี้ยววินาทีนั้น ความใกล้ชิดที่ก่อตัวขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นใจ แต่เป็นพันธะสัญญาที่ไร้คำพูด ทั้งสองจมดิ่งลงในห้วงเวลาที่ดูเหมือนจะเนิ่นนาน ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนใต้เงาตะวันที่กำลังลับขอบฟ้า ทว่า... ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนเปราะบางนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามา มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินผ่านไปมา แต่มันคือจังหวะการก้าวย่างที่มั่นคงและตั้งใจ เงาร่างหนึ่งทอดยาวผ่านสนามเด็กเล่นตรงมาที่ใต้ต้นหูกวาง คีรินรีบปล่อยมือรินรดาและลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปเป็นระแวดระวังราวกับสัตว์ป่าที่กำลังถูกต้อนเข้ามุม รินรดาลุกขึ้นยืนตาม หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่นเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นตาของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำสนิทที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ในที่สุดก็เจอตัวสักทีนะ... คีริน หรือจะให้ฉันเรียกว่า ‘พี่ชาย’ ดีล่ะ?” ชายแปลกหน้าแสยะยิ้มพลางชูรูปถ่ายใบเก่าที่มุมหนึ่งมีรอยไหม้เกรียมขึ้นมาโชว์ “รินรดา เธอคงไม่รู้สินะว่าคนที่เธอพยายามจะช่วยประกอบความทรงจำขึ้นมาเนี่ย... คือคนที่ฆ่าครอบครัวของเธอด้วยมือคู่นั้นเอง” ความเงียบมรณะเข้าปกคลุมทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลง คีรินตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป รินรดาเบิกตากว้าง ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้าเมื่อมองไปที่มือของคีรินอีกครั้ง... มือคู่เดิมที่เธอเพิ่งกุมไว้ด้วยความรัก แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นหลักฐานของความสูญเสียที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและคีรินในเศษเสี้ยวความทรงจำนี้นะคะ ดาวตกคืนคริสต์มาสรอติดตามตอนต่อไปพร้อมกับคุณผู้อ่านทุกคนค่ะ
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%