“คุณเห็นอะไรในนั้น... คีริน”
เสียงของรินรดาแผ่วเบา ทว่ามันบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันในสตูดิโอขนาดกะทัดรัด กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งขาดเม็ดไปไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศคลายความกดดันลงเลยแม้แต่น้อย
คีรินยังคงยืนนิ่ง มือของเขาที่กำลังเอื้อมไปแตะผืนผ้าใบสั่นระริก สายตาของชายหนุ่มจับจ้องอยู่ที่ภาพวาดสีน้ำมันที่รินรดาเพิ่งวาดเสร็จหมาดๆ มันเป็นภาพเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมหน้าผา ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ดูราวกับกำลังจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เงาร่างนั้นไม่มีใบหน้าชัดเจน ทว่าท่าทางการยืนที่ไหล่ซ้ายเอียงลงเล็กน้อย และปลายนิ้วที่กำแน่นราวกับกำลังยึดเหนี่ยวอะไรบางอย่างไว้นั้น—มันเหมือนกับตัวเขาอย่างน่าประหลาด
“มันไม่ใช่แค่ภาพวาด” คีรินพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าขณะหันกลับมามองหญิงสาว “ทำไมถึงมีรอยแผลเป็นที่หลังมือของคนในภาพ... ทั้งที่ผมเองก็มีมันอยู่ตรงนี้”
เขาแบมือออกให้รินรดาดู รอยแผลเป็นจางๆ ที่ทอดตัวยาวเกือบถึงข้อมือ เป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเขามีตัวตนอยู่จริงในโลกที่เขากลายเป็นคนแปลกหน้าแม้แต่กับตัวเอง
รินรดาไม่ตอบ เธอวางพู่กันในมือลงจนเกิดเสียงกระทบโต๊ะไม้เบาๆ เธอเดินเข้ามาใกล้เขาจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ ความเงียบขรึมในดวงตาที่มักจะซ่อนเร้นความรู้สึกไว้เบื้องหลัง บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม “ฉันไม่ได้วาดภาพนี้จากจินตนาการ คีริน... ฉันวาดมันจากสิ่งที่ ‘เห็น’ ในความฝันที่ซ้ำซากของตัวเองมาตลอดสามปี”
“ความฝัน?” คีรินเลิกคิ้ว สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของเธอ “คุณฝันถึงผมก่อนที่เราจะเจอกันงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่คุณคนที่เป็นคีรินในตอนนี้” รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอเดินไปที่ชั้นวางภาพวาดมุมห้อง ก่อนจะดึงสมุดสเก็ตช์เล่มเก่าคร่ำคร่าออกมาเปิด “คุณฝันถึงคนคนหนึ่งที่พยายามจะตะโกนบางอย่าง แต่เสียงนั้นไม่เคยเล็ดลอดออกมาได้เลย จนกระทั่งวันที่ฉันเจอคุณนอนหมดสติอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้านวันนั้น... ภาพในหัวของฉันก็ชัดขึ้น”
เธอกางสมุดสเก็ตช์ออกมา ในนั้นมีภาพใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งซ้ำๆ ในมุมต่างๆ ทั้งรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อย แววตาที่เต็มไปด้วยความแค้น และความอ่อนโยนที่แฝงด้วยความกังวล ใบหน้านั้นคือใบหน้าของคีริน—คีรินในอดีตที่แม้แต่ตัวเขาเองยังจำไม่ได้
คีรินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ อย่างหมดแรง พลางจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันอยู่ในอก เขารู้สึกเหมือนกำลังมองดูเศษกระจกที่แตกกระจาย และทุกเศษเสี้ยวนั้นกำลังสะท้อนภาพที่เขากลัวที่สุด คือการที่เขาอาจจะเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดบางอย่างที่รินรดาแบกรับไว้
“คุณวาดผมมาตลอดเลยหรือ” เขาถามพลางใช้นิ้วไล้ไปตามเส้นดินสอที่รินรดาบรรจงวาดอย่างพิถีพิถัน “คุณวาดคนที่ไม่รู้จักด้วยความรู้สึกแบบไหนกันนะ?”
“ความรู้สึกผิด” รินรดาตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินไปปิดม่านสตูดิโอให้มิดชิด เธอหันมามองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาที่เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังแบกรับความลับขนาดใหญ่ “ฉันวาดเพราะฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ภาพวาดพวกนี้จะช่วยเตือนความจำคุณได้ หรือไม่ก็... มันจะกลายเป็นหลักฐานว่าฉันไม่ได้บ้าไปคนเดียว”
คีรินเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า เขาเห็นรอยร้าวในใจเธอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย เขาตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้าพู่กันสีดำที่ยังเปียกอยู่บนจานสี ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ผืนผ้าใบอีกครั้ง เขาไม่ได้วาดใบหน้า แต่เขากลับวาด ‘สัญลักษณ์’ บางอย่างลงไปบนเงาของคนในภาพนั้น มันคือรอยสักรูปปีกนกที่ถูกตัดขาด ซึ่งเขาเพิ่งนึกออกในวินาทีที่หยิบพู่กันขึ้นมา
รินรดาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นสิ่งที่เขาทำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “คุณ... คุณจำได้แล้วงั้นเหรอ? รอยสักนั่น...”
“ผมไม่ได้จำได้ทั้งหมด” คีรินตอบ เสียงของเขาต่ำลึกและเย็นเยียบกว่าเดิม “แต่ผมจำได้ว่า ก่อนที่ผมจะลืมทุกอย่าง ผมเคยสัญญากับใครบางคนไว้ว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาความลับนั้นไปจากผม... แม้แต่ตัวผมเอง”
บรรยากาศในสตูดิโอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับมีมวลอากาศหนักอึ้งกดทับลงมา รินรดารีบถอยกรูดไปจนชนกับผนังเมื่อเห็นท่าทางของคีรินที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและความทะเยอทะยานที่น่าขนลุก
ในจังหวะที่ความเงียบกำลังจะแตกสลาย เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก ไม่ใช่จังหวะของการมาเยือนที่เป็นมิตร แต่มันคือการเคาะที่เป็นจังหวะและหนักแน่นจนบานประตูไม้สั่นสะเทือน
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
“รินรดา” เสียงทุ้มแหบพร่าของผู้ชายคนหนึ่งดังลอดผ่านประตูเข้ามา เสียงนั้นทำให้คีรินตัวแข็งทื่อทันที “เปิดประตูเถอะ ผมรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น... คนที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองคือใคร”
รินรดามองไปที่คีรินด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะหันไปมองบานประตูที่เริ่มมีรอยร้าวจากแรงกระแทกจากคนภายนอกที่กำลังพยายามพังเข้ามา คีรินขยับตัวเข้ามาใกล้เธอ พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอใจสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
“อย่าให้เขาเข้ามา... เพราะถ้าเขาเห็นคุณในตอนนี้ ความทรงจำที่ผมเพิ่งได้คืนมา มันจะฆ่าคุณทันที”
คีรินเอื้อมมือไปคว้าถาดสีทุ่มใส่ผืนผ้าใบจนสีเลอะเทอะปนเปกันไปหมด เพื่อลบภาพวาดนั้นทิ้ง ทว่าก่อนที่สีจะเปื้อนจนมองไม่เห็นรูปเดิม รินรดากลับเห็นมือของชายที่อยู่หลังประตูเลื่อนเข้ามาผ่านช่องว่างของบานพับประตูที่เริ่มเผยอออก มันไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่มันคือมือของคนที่เธอรู้จักดีที่สุดในโลก... มือที่มีรอยแผลเป็นเหมือนคีรินไม่มีผิดเพี้ยน
ดาวตกคืนคริสต์มาสขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับเศษเสี้ยวความทรงจำนี้ด้วยกันนะคะ
เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 2
เงาสะท้อนในดวงตา
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!