“คุณกำลังทำลายมันอยู่... ในทางทฤษฎี”
เสียงทุ้มต่ำที่ราบเรียบพอๆ กับผิวน้ำนิ่งสนิทในบ่อปลาหลังหอศิลป์ทำให้รินรดาชะงักฝีเท้า ปลายพู่กันในมือที่กำลังแตะแต้มสีน้ำมันบนผืนผ้าใบสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ลดมือลงแล้วหันไปมองต้นเสียง
ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีเทาเรียบกริบยืนอยู่เบื้องหลังเขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้เกินระยะรักษามารยาท แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับจับจ้องไปที่ภาพวาดตรงหน้าเธอราวกับจะกระชากวิญญาณคนวาดออกมาเสียให้ได้ ภาพตรงหน้าเป็นเพียงรูปทรงบิดเบี้ยวของเปลวเพลิงสีแดงฉานที่กลืนกินโครงร่างสีดำทะมึน—มันคืองานศิลปะที่รินรดาใช้บำบัดบาดแผลในใจมานานหลายปี แต่วันนี้ กลับมีคนแปลกหน้ากล้าเดินเข้ามาวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบเช่นนี้
“ศิลปะไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่มันมีไว้เพื่อสื่อสาร... ถ้าคุณไม่เข้าใจ ก็ไม่ควรตัดสินนะคะ” รินรดาตอบกลับ เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย ความทรงจำในคืนที่กลิ่นควันไฟตลบอบอวลฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพจนเธอต้องกำพู่กันแน่น
คีรินเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้โกรธเคือง ทว่ากลับก้าวเข้ามาใกล้ภาพนั้นอีกนิด ดวงตาของเขาวูบไหวราวกับภาพสะท้อนของดวงดาวที่ใกล้ดับแสง “ผมไม่ได้บอกว่ามันไร้ความหมาย แต่มันเป็นภาพที่ ‘น่ากลัว’... ราวกับคุณกำลังพยายามวาดสิ่งที่ไม่มีใครอยากจดจำให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
รินรดานิ่งงัน หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอก คำพูดนั้นแทงทะลุเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อที่เธอพยายามปกปิดไว้อย่างมิดชิด เธอเป็นเพียงจิตรกรนิรนามที่หลบซ่อนความทุกข์ไว้ใต้ปลายพู่กัน แต่ผู้ชายคนนี้... คนที่เธอมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขามีความว่างเปล่าแฝงอยู่ในแววตา กลับมองเห็น “ความจริง” ที่เธอพยายามหนีมาตลอด
“คุณเป็นใครคะ?” เธอถาม พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้ภายในจะเริ่มสั่นคลอน
“ผมชื่อคีริน” เขาตอบพลางใช้นิ้วชี้ไปที่มุมหนึ่งของภาพวาด ซึ่งเป็นรอยแต้มสีขาวขุ่นที่ดูเหมือนกลุ่มควัน “ผมมักจะเห็นสิ่งนี้ในความฝัน... ภาพของกองไฟที่ร้อนแรงแต่ไม่มีความรู้สึกอบอุ่น มันหนาวเหน็บจนน่าสะพรึงกลัว คุณวาดมันขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อคุณ... ไม่เคยรู้จักผม?”
บรรยากาศในหอศิลป์เงียบงันลงจนได้ยินเสียงแอร์ที่ครางเบาๆ อยู่เบื้องบน รินรดาชะงักงัน เธอไม่เคยนำภาพนี้ออกมาแสดงต่อสาธารณะ มันถูกวางไว้ในมุมอับของสตูดิโอส่วนตัวที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเพียงเพราะต้องการพื้นที่ในการปลดปล่อย นี่คือภาพที่ไม่มีชื่อ... และเป็นภาพที่เธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันให้ใครได้เห็น
แต่คีรินกลับยืนอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับความลับที่เธอพยายามลืมทิ้งไปพร้อมกับกองเพลิงในอดีต
“คุณหมายความว่ายังไงที่ว่า... เห็นในความฝัน” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ ความสงสัยเริ่มเข้าแทนที่ความหวาดกลัว
คีรินหันมาสบตาเธอ แววตาของเขาสับสนและรวดร้าว “ผมสูญเสียความทรงจำไปเมื่อสองปีก่อน หมอบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ทุกครั้งที่ผมนอนหลับ ผมจะเห็นภาพห้องโถงกว้างที่มีภาพวาดแบบนี้แขวนอยู่เสมอ... ผมตามหาที่นี่มานาน และในที่สุด ผมก็เจอคุณ... หรืออาจจะเจอกับสิ่งที่คุณกำลังซ่อนไว้กันแน่”
เขายื่นมือมาที่ภาพวาดนั้น ราวกับต้องการจะสัมผัสความร้อนระอุที่ซ่อนอยู่ในสีน้ำมัน รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอรู้ดีว่าหากเขาแตะมัน ปมที่ผูกมัดหัวใจของเธอไว้คงจะขาดสะบั้นลง แต่ในขณะที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะแตะถึงพื้นผิวของภาพ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
จู่ๆ ไฟในหอศิลป์ก็ดับวูบลงพร้อมกันทั้งโถง ความมืดมิดสนิทแผ่ซ่านเข้ามาฉับพลัน ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด รินรดารู้สึกถึงฝ่ามือเย็นเฉียบที่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่พุ่งตรงมาที่ข้างหูจนเธอขนลุกชัน
“อย่าขยับ... คนที่อยู่ในภาพนั้นกำลังเดินออกมาหาเราแล้ว”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและคีรินในบทแรกนี้ หวังว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะตรึงใจทุกท่านนะคะ - ดาวตกคืนคริสต์มาส
เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 1
ภาพวาดที่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!