เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 15

จุดแตกหัก

ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
“ถ้าความทรงจำของเธอคือสิ่งที่ฉันพยายามรักษาไว้... แล้วเศษเสี้ยวชีวิตของฉันที่พังทลายไปต่อหน้าต่อตา เธอจะชดใช้ด้วยอะไรคะ คีริน?” น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแววตาของเธอกลับนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในคืนไร้ลม มือเรียวบางที่กำพู่กันจนเส้นเลือดปูดโปนค่อยๆ วางมันลงบนถาดสีที่แห้งกรัง หยดสีแดงสดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไหลรินลงมาตามร่องไม้ ราวกับรอยเลือดที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากความทรงจำของเธอ คีรินชะงักงันอยู่หน้ากรอบรูปขนาดใหญ่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีหม่น เขาไม่ได้หันมามองเธอทันที แผ่นหลังกว้างที่เคยดูอบอุ่นและมั่นคงในสายตาของรินรดา กลับดูห่างเหินราวกับเขากำลังยืนอยู่คนละฟากฝั่งของโลกใบนี้ ความเงียบงันในห้องทำงานศิลปะกลับกลายเป็นเสียงกัมปนาทที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนทั้งคู่ “คุณกำลังพูดเรื่องอะไร ริน...” เขาถามเสียงเบา ทว่าแฝงไปด้วยความร้าวรานที่พยายามซ่อนเร้น “เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าเรื่องในอดีตคือฝุ่นผงที่ควรปล่อยให้มันจางไป” “ฝุ่นผงงั้นหรือคะ?” รินรดาแค่นยิ้ม สมองของเธอหวนนึกถึงภาพเศษเหล็กที่บิดเบี้ยวและกลิ่นน้ำมันเครื่องที่คละคลุ้งในคืนคริสต์มาสที่หิมะแดงฉานด้วยเลือด “สำหรับคุณมันอาจจะเป็นเพียงความว่างเปล่าที่มาพร้อมอุบัติเหตุ แต่สำหรับฉัน... มันคือคุกที่ขังฉันไว้กับร่างที่ไร้วิญญาณของครอบครัวมาตลอดหลายปี” เธอเดินก้าวผ่านความมืดมิดของห้องเข้าไปหาเขา แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้ใบหน้าของเธอแลดูซีดเผือด รินรดาหยุดยืนเบื้องหลังเขา ก่อนจะเอื้อมมือไปกระชากผ้าคลุมผืนใหญ่ให้หลุดร่วงลงสู่พื้น ภาพวาดที่ถูกซ่อนไว้ปรากฏแก่สายตา—มันไม่ใช่ภาพทิวทัศน์ที่งดงาม แต่เป็นภาพใบหน้าของคีรินในมุมที่บิดเบี้ยว ทับซ้อนกับภาพรถยนต์ที่กำลังพุ่งเข้าหาความตาย คีรินนิ่งค้าง สายตาของเขาจับจ้องไปยังภาพวาดนั้นด้วยความหวาดหวั่น มือของเขาเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้เห็นเพียงภาพวาด แต่เขากำลังเห็น 'ร่องรอย' ที่เขาสูญเสียไป “คุณจำได้ใช่ไหม... ว่าคนขับรถคนนั้นคือใคร” รินรดาเค้นเสียงถาม เธอเดินอ้อมมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยหน่วยน้ำตาที่ฝืนกักเก็บไว้ “คุณไม่ได้ประสบอุบัติเหตุเพราะโชคร้าย คีริน แต่คุณตั้งใจให้มันเกิดขึ้น... ตั้งใจที่จะทำลายทุกอย่าง รวมถึงชีวิตของฉันด้วย” คีรินถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชนเข้ากับโต๊ะวางอุปกรณ์จนเสียงพู่กันกระทบพื้นดังระงม เขากุมขมับแน่นราวกับพยายามสกัดกั้นคลื่นความทรงจำที่ถาโถมเข้ามาดั่งพายุคลั่ง ลมหายใจของเขาขาดห้วง ใบหน้าคมสันเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับไหว “ไม่... ไม่ใช่แบบนั้น รินดา” เขาละล่ำละลัก เสียงของเขาแหบพร่า “ฉันไม่เคย... ฉันแค่... อยากลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันเคยก่อ... แต่ฉันไม่เคยคิดที่จะทิ้งคุณไว้ข้างหลัง” “แต่คุณก็ทิ้งฉันไปแล้ว!” รินรดาตะโกนลั่น ความเจ็บปวดที่อดกลั้นมานานระเบิดออกมาเป็นหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนพื้นห้อง “คุณทิ้งฉันไว้กับความทรงจำที่แตกสลาย ขณะที่คุณเลือกที่จะหลับใหลอยู่ในความว่างเปล่าของตัวเอง คุณมันเห็นแก่ตัวที่สุด คีริน... คุณเลือกที่จะลืมเพื่อที่จะได้เริ่มต้นใหม่ แต่ฉันกลับต้องติดอยู่กับการนับเศษซากชีวิตของตัวเองทุกวัน!” เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น แรงกดดันอันมหาศาลถาโถมใส่ร่างบอบบาง คีรินมองดูภาพนั้นด้วยหัวใจที่แทบแตกสลาย เขาพยายามจะก้าวเข้าไปหาเธอ แต่ความรู้สึกผิดที่หนักอึ้งดุจหินผากลับรั้งเขาไว้ รอยแผลเป็นที่ข้างขมับของเขาเต้นตุบๆ ตามจังหวะของความทรงจำที่พรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนที่พังทลาย ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูที่รัวเร็วและหนักหน่วงก็ดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดที่แทบจะหยุดหายใจ ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว รินรดาเงยหน้าขึ้นมองประตูด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ขณะที่คีรินหันไปมองประตูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เพราะเขาจำจังหวะการเคาะนั้นได้... เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาสั่งให้ 'ใครบางคน' มาปิดปากเขาหากความทรงจำเริ่มกลับคืนมา ประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ร่างเงาสีดำในชุดสูทเนี้ยบก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาปะทะจมูก รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในเงามืด ชายคนนั้นไม่ได้มาเพียงลำพัง เขากำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเปียกชื้นราวกับเพิ่งผ่านการแช่น้ำมา “ขอโทษที่มารบกวนเวลาอันแสนเศร้าของพวกคุณนะครับ” ชายแปลกหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยอันตราย “แต่ดูเหมือนว่าความทรงจำที่คุณรินรดากำลังพยายามรื้อฟื้น... มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมบทสุดท้ายที่คีรินเขียนไว้ให้ตัวเองตั้งแต่ปีที่แล้ว” ชายคนนั้นวางซองเอกสารลงบนภาพวาดที่รินรดาวาดไว้ ก่อนจะเลื่อนมันไปหาคีรินที่ยืนตัวแข็งทื่อ “เปิดดูสิครับ... ถ้าคุณอยากรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้รินรดาต้องอยู่คนเดียวในคืนนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของอุบัติเหตุ... แต่มันคือการแลกเปลี่ยนที่คุณเป็นคนเซ็นสัญญาเองกับมือ” รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล สายตาจับจ้องไปที่ซองเอกสารด้วยความหวาดหวั่น คีรินมองหน้าเธอด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบซองนั้นขึ้นมา นิ้วมือของเขาสั่นระริกขณะแกะปมเชือกที่ผูกไว้ออก ทันทีที่เอกสารด้านในเผยออกมาสู่สายตา... โลกของรินรดาก็หยุดหมุนลงอีกครั้ง ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดไปกับรินรดาและคีรินนะคะ จะคอยส่งกำลังใจให้ดาวตกดวงนี้เปล่งประกายในตอนสุดท้ายนะคะ
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%