“ถ้าความจริงนั้นคือเพชฌฆาตที่รอเวลาบั่นคอฉันอยู่ ทำไมคุณถึงยังเลือกที่จะซ่อนมันไว้ในกล่องดนตรีใบนั้นล่ะคะ”
รินรดาเอ่ยถามความว่างเปล่าภายในห้องทำงานที่เงียบสงัด เสียงของเธอสั่นพร่าขณะกอดสมุดสเก็ตช์ภาพเก่าคร่ำคร่าไว้แน่น คำพูดของคนที่จากไปในบทก่อนหน้านี้ยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพเหมือนเข็มที่ตอกลงบนเนื้อสด เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีที่แสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าว่า ความแค้นที่เธอฟูมฟักมาตลอดหลายปีเปรียบเสมือนกองไฟที่ลุกไหม้บ้านของตัวเอง—ยิ่งเธอเติมเชื้อเพลิงลงไปมากเท่าไหร่ คนที่ถูกแผดเผาจนมอดไหม้จนไม่เหลือซากกลับไม่ใช่คีริน แต่เป็นหัวใจของเธอเอง
เธอวางพู่กันลงบนจานสีที่แห้งกรัง หยดสีน้ำมันสีแดงสดหยดลงบนพื้นไม้ราวกับหยดเลือด เธอไม่ได้ต้องการคำตอบจากคนตายอีกต่อไป แต่เธอต้องการความจริงจากคนเพียงคนเดียวที่กุมชะตากรรมของเรื่องนี้ไว้... คีริน
รินรดาคว้าเสื้อโค้ทตัวหนาแล้วก้าวออกจากบ้านโดยไม่หันกลับไปมองความมืดที่เธอสร้างขึ้นเอง การตามหาครั้งนี้ไม่ใช่การไล่ล่าเพื่อทวงถามความผิด แต่เป็นการเดินทางเพื่อปลดแอกตัวเองจากพันธนาการของความทรงจำที่บิดเบี้ยว เธอขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านพักตากอากาศริมหน้าผา สถานที่ที่เธอเชื่อว่าจะเป็นจุดจบหรือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
เสียงคลื่นกระทบโขดหินด้านล่างดังสนั่นราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย รินรดาก้าวลงจากรถ ความหนาวเย็นเยียบเสียดแทงผิวหนัง แต่ความอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในหัวใจจากการตัดสินใจให้อภัยตัวเองทำให้เธอไม่รู้สึกสะทกสะท้าน เธอผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไปโดยไม่มีความลังเล
คีรินนั่งอยู่ตรงนั้น... ท่ามกลางความมืดมิดของห้องโถงกว้าง เขากำลังนั่งจ้องมองไปยังภาพวาดผืนหนึ่งที่ถูกปิดทับด้วยผ้าคลุมสีดำ เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับมามอง
“คุณมาที่นี่ทำไมริน... คุณควรจะอยู่ให้ห่างจากความพินาศที่ผมกำลังจะมอบให้” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความเหนื่อยล้าฉายชัดในทุกพยางค์ที่เปล่งออกมา “ผมไม่ใช่คีรินคนที่คุณเคยรู้จัก และความจริงที่ผมซ่อนไว้ มันจะทำให้คุณเกลียดตัวเองไปชั่วชีวิต”
รินรดาเดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความโศกเศร้าที่ห่อหุ้มตัวเขาไว้ เธอไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่กลับเอื้อมมือไปแตะไหล่ของเขาเบาๆ
“ถ้าความเกลียดชังคือสิ่งที่ฉันต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสงบสุขที่ฉันตามหา ฉันก็พร้อมจะจ่ายมันค่ะ คีริน... ฉันไม่ต้องการความแค้นอีกแล้ว ฉันแค่ต้องการความจริง”
คีรินหันขวับมามองเธอ ดวงตาของเขาแดงก่ำ มือที่สั่นเทาของเขาเอื้อมไปดึงผ้าคลุมสีดำที่ปิดภาพวาดนั้นออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหลักฐานของบาปกรรมที่เขาแบกรับไว้ มันคือภาพวาดในคืนเกิดเหตุ... ภาพของเด็กสาวตัวน้อยที่ยืนมองครอบครัวตัวเองถูกพรากไป โดยมีเขายืนอยู่เบื้องหลังในฐานะ ‘คนขับรถ’ ที่ตัดสินใจแลกชีวิตคนบริสุทธิ์เพื่อรักษาความมั่งคั่งของใครบางคน
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้อภัยคุณ” รินรดากระซิบ น้ำตาไหลอาบแก้มขณะจ้องมองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวดที่แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ “ฉันมาที่นี่เพื่อบอกว่า... ฉันให้อภัยตัวเอง ที่เคยปล่อยให้ความแค้นกัดกินจนลืมไปว่า ฉันก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์จะเริ่มต้นใหม่”
คีรินอึ้งไปครู่ใหญ่ เขามองเธอราวกับเห็นปาฏิหาริย์ที่เขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับ แต่ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบงันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ จากชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากหน้าประตูหลัก
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดทะลุบานกระจกจนแตกละเอียด เงาร่างของชายชุดดำสามคนปรากฏขึ้นในแสงสลัว คีรินรีบลุกขึ้นผลักรินรดาให้หลบหลังตู้หนังสือขนาดใหญ่ก่อนที่เขาจะถูกกระชากคอเสื้อโดยชายที่คุ้นเคย
“ของขวัญวันคริสต์มาสที่แท้จริง เพิ่งจะมาถึงตอนนี้นะรินรดา” ชายผู้บงการเงาในอดีตแสยะยิ้มเดินออกมาจากเงามืดของมุมห้อง พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งในมือ “เธอยังไม่รู้ใช่ไหมว่าคนที่สั่งให้ครอบครัวเธอตาย ไม่ใช่คีริน... แต่คือคนในครอบครัวเดียวกับที่เธอกำลังพยายามปกป้องมาตลอดชีวิต!”
ดาวตกคืนคริสต์มาสหวังว่าบทนี้จะช่วยเยียวยาและสร้างคำถามให้รี้ดเดอร์ทุกท่านได้นะคะ
เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 17
การตามหาความหมายของการให้อภัย
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!