"วางปืนลงเถอะค่ะคีริน... ก่อนที่มือของคุณจะเปื้อนไปมากกว่านี้"
รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ทว่ามั่นคงในจังหวะก้าวเข้าหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางห้องทำงานมืดสลัว ปลายกระบอกปืนในมือของเขาไม่ได้เล็งไปที่ใคร แต่มันกำลังสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับเขากำลังต่อสู้กับปีศาจที่มองไม่เห็นภายในใจตนเอง
คีรินหันมามองเธอ แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนน่าใจหาย ราวกับเศษกระจกที่แตกกระจายจนไม่สามารถประกอบกลับคืนเป็นรูปร่างได้อีก
"คุณรู้ไหมริน... ว่าทำไมห้องนี้ถึงมีกลิ่นของเขม่าดินปืนคละคลุ้งไปกับกลิ่นสีน้ำมันที่คุณชอบใช้" เขาถามพลางขยับยิ้มที่มุมปากอย่างขื่นขม "เพราะทุกครั้งที่ผมหลับตา สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่ความมืด แต่มันคือภาพของรถสีดำคันหนึ่งที่พุ่งชนราวสะพานในคืนที่ฝนตกหนัก คืนที่ชีวิตของคนบางคนจบสิ้นลง... เพื่อให้ผมได้มีชีวิตอยู่ต่อ"
รินรดาชะงัก ฝีเท้าของเธอหยุดกึกราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจในอกซ้ายกระตุกวูบอย่างรุนแรง เธอค่อยๆ ก้าวผ่านกองเอกสารที่กระจัดกระจายบนพื้นห้อง ก่อนจะเหลือบไปเห็นสมุดบันทึกเล่มเก่าที่หล่นอยู่ข้างตู้เซฟ หน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้มีบันทึกวันที่ที่คุ้นตา... วันที่ครอบครัวของเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
"คุณพูดเรื่องอะไรคะ" เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
คีรินทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้หนังตัวใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นหยาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากของเขา "วันที่ผมตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลโดยจำอะไรไม่ได้เลย หมอบอกว่าผมโชคดี... แต่ความจริงแล้วมันคือคำสาป รินรดา ความจริงครึ่งใบที่พวกเขาป้อนให้ผม มันกำลังกัดกินสมองของผมให้บ้าคลั่ง อุบัติเหตุของผม... มันเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พ่อแม่ของคุณเสียชีวิตบนเส้นทางสายนั้น"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานราวกับถูกดูดอากาศออกไปจนหมดสิ้น รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ภาพในความทรงจำที่เธอพยายามลบเลือนด้วยการวาดภาพทับถมลงบนผืนผ้าใบมานานหลายปีกลับพรั่งพรูออกมาเหมือนเขื่อนที่แตกทะลัก
"คุณหมายความว่า..." เธอเค้นเสียงออกมาจากลำคอ "คุณคือคนในรถคันนั้นเหรอคะ?"
คีรินเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกสุดหยั่ง เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เป็นภาพถ่ายเก่าที่รอยพับจนยับยู่ยี่ ในนั้นคือภาพถ่ายกลุ่มคนในงานเลี้ยงการกุศลเมื่อสิบปีก่อน ที่นั่นมีพ่อแม่ของเธอ และชายหนุ่มอีกคนที่มีโครงหน้าคล้ายคีรินอย่างน่าประหลาด
"นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ รินรดา" เขาพูดพลางส่งภาพถ่ายให้เธอ มือของเขาสั่นจนเห็นได้ชัด "คนในภาพคือพี่ชายฝาแฝดของผม... คนที่ตายไปพร้อมกับพ่อแม่ของคุณในคืนนั้น และคนที่อยู่หลังพวงมาลัยในคืนนั้น ไม่ใช่เขา... แต่เป็นผมที่แอบขับรถของเขาออกไปเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างกับครอบครัว"
รินรดาคว้าภาพถ่ายนั้นมากำไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เลือดสีสดค่อยๆ ซึมออกมาแต้มรอยยับของกระดาษ ความลับที่คีรินเก็บงำไว้... ความจริงที่ทำให้เขาต้องสูญเสียความทรงจำเพื่อแลกกับการไม่ต้องแบกรับความผิดบาปที่ว่าเขาคือผู้พรากชีวิตครอบครัวของหญิงสาวที่เขารักที่สุด
"คุณหลอกฉันมาตลอด..." รินรดากล่าว พยายามสะกดกลั้นน้ำตา แต่ทว่ามันกลับไหลรินลงมาอาบแก้ม "ตลอดเวลาที่เราคบกัน คุณรู้มาตลอดว่าคุณคือใคร และคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร"
"ผมอยากจะบอก... แต่ทุกครั้งที่ภาพเหล่านั้นแวบเข้ามาในหัว ผมกลับกลัวว่าถ้าคุณรู้ คุณจะหายไปจากชีวิตของผม" คีรินลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ แต่รินรดากลับถอยหลังหนี "ความรักของเรามันถูกสร้างขึ้นบนกองซากปรักหักพังของครอบครัวคุณริน... ผมไม่รู้ว่าควรจะชดเชยมันด้วยวิธีไหน นอกจากใช้ลมหายใจที่เหลืออยู่ปกป้องคุณ"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องทำงาน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว ประตูบานคู่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็น เขาคือนายตำรวจเกษียณที่รินรดาเคยเชื่อใจที่สุดในฐานะเพื่อนสนิทของพ่อ
"ความจริงครึ่งใบมันก็แค่เรื่องตลกสำหรับพวกคุณสินะ" ชายคนนั้นกล่าวพลางยกปืนขึ้นเล็งมาที่พวกเขาทั้งสอง "คีริน... แกจำไม่ได้หรอกว่าคืนนั้นไม่ได้มีแค่แกกับพี่ชาย แต่ยังมีคนอีกคนที่ขับตามพวกแกไปเพื่อทำลายหลักฐานสำคัญ... หลักฐานที่อยู่ในสมุดบันทึกที่แกกำลังถืออยู่นั่นแหละ"
รินรดาหันไปมองสมุดบันทึกในมือคีริน หน้าสุดท้ายที่เธอยังไม่ได้อ่าน มันไม่ได้มีแค่เรื่องอุบัติเหตุ แต่มันมีรายชื่อของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการจัดฉากฆาตกรรมครั้งนั้น ซึ่งลายมือที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ... คือลายมือเดียวกับชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้!
คีรินผลักรินรดาให้หลบไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กระสุนนัดแรกพุ่งเฉียดไหล่ของเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร รินรดากรีดร้องออกมาด้วยความตกใจก่อนที่ไฟในห้องจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว
ทว่าในวินาทีที่ความมืดปกคลุม เสียงกระซิบที่คุ้นเคยจากบุคคลที่สามซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังม่านก็ดังขึ้นข้างหูของรินรดา...
"ความจริงทั้งหมด... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก รินรดา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเศษเสี้ยวความทรงจำนี้ไปกับดาวตกนะคะ
เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 10
ความจริงครึ่งใบ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!