“คุณกำลังโกหกฉัน... คีริน”
น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแววตากลับเยือกเย็นดุจน้ำแข็งที่เกาะตัวหนาเหนือผืนทะเลสาบ เธอวางพู่กันที่เปื้อนสีน้ำมันสีหม่นลงบนจานสีด้วยมือที่สั่นเทา กลิ่นทินเนอร์ฉุนกึกในสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็นอากาศที่หายใจเข้าลำบากเหลือเกินในวินาทีที่เขาก้าวเข้ามา
คีรินชะงักฝีเท้า เงาของเขาทอดยาวทับรอยแปรงที่เธอเพิ่งตวัดเสร็จ สีหน้าของเขาว่างเปล่าจนน่ากลัว แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้รินรดาหวาดระแวงที่สุด
“ผมไม่ได้โกหก” เขาตอบกลับช้าๆ น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย บัดนี้กลับฟังดูราวกับเสียงดนตรีที่เพี้ยนคีย์ “สิ่งที่คุณเห็นในสมุดบันทึกเล่มนั้น... มันอาจจะเป็นแค่จินตนาการของคนป่วย รินรดา คุณเองก็น่าจะรู้ดีว่าความทรงจำที่หายไป มันเหมือนเศษแก้วที่แตกกระจาย การพยายามประกอบมันขึ้นมาใหม่ บางทีเราก็เผลอใช้กาวที่ผิดชนิด”
รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่เปื้อนสีของเธอคว้าผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาเช็ดออกอย่างลวกๆ จนคราบสีแดงคล้ำเปรอะเปื้อนข้อมือราวกับรอยเลือด “กาวที่ผิดชนิดงั้นหรือคะ? หรือเป็นเพราะว่าถ้าความจริงประกอบร่างกันสำเร็จ คุณจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยรู้จักกันแน่”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นไม่เป็นจังหวะ คีรินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แต่รินรดากลับถอยหลังไปชนกับขาตั้งผ้าใบ แรงกระแทกทำให้ผืนผ้าใบขยับเล็กน้อย จนเกิดเสียงเสียดสีที่ฟังดูบาดหู
“อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้เลยค่ะ” เธอกล่าวพลางยกมือขึ้นห้าม แววตาของเธอในตอนนี้ไม่ได้ฉายความอาลัยอาวรณ์เหมือนที่เคยมีให้เขาอีกต่อไป “ฉันต้องการเวลา... ต้องการพื้นที่”
“เราผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งมากมายนะริน” เขาท้วง ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาคำตอบในความมืดมิดนั้น “คุณจะทิ้งทุกอย่างเพียงเพราะกระดาษแผ่นเดียวที่ไม่มีที่มาที่ไปงั้นหรือ?”
“ทุกอย่างที่ว่า... มันคือความจริง หรือแค่บทละครที่คุณเขียนขึ้นเพื่อให้ฉันยอมรับคุณคะ?”
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบ คีรินนิ่งงันไปครู่ใหญ่ แววตาที่เคยอ่อนโยนไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งราวกับหน้ากากที่เขาสวมไว้เป็นประจำ เขาไม่ได้ตอบ แต่ก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว เป็นการยอมรับในระยะห่างที่เธอกำลังขีดเขียนขึ้นด้วยความหวาดระแวง
รินรดาหันหลังให้เขา เธอไม่อยากเห็นใบหน้านั้น ไม่อยากเห็นความสุขุมที่เธอเคยหลงใหลแต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเงื่อนงำ เธอเริ่มรู้สึกว่ากำแพงที่เธอกำลังสร้างขึ้นมานั้นไม่ได้มีไว้เพื่อกันเขาออกไปเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังขังเธอไว้ในกรงแห่งความสงสัยที่เธอไม่มีวันก้าวข้ามออกมาได้ด้วยตัวคนเดียว
“ถ้าคุณยังยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง” รินรดากล่าวขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง “งั้นพรุ่งนี้... ฉันจะไปที่โรงพยาบาลเก่าแห่งนั้นด้วยตัวเอง ต่อให้คุณจะห้ามอย่างไร ฉันก็จะไป”
ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังชะงักไปทันที เสียงลมหายใจของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย รินรดารู้ดีว่าเขากำลังประเมินสถานการณ์ เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่นั่นยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่าเธอมาถูกทางแล้ว
“ถ้าคุณไป... คุณอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นคนเดิมอีกนะ รินรดา” เสียงของคีรินเย็นเยียบจนน่าขนลุก
รินรดานิ่งค้าง ใจหนึ่งเธออยากจะหันกลับไปเผชิญหน้า แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เธอหยุดอยู่กับที่ เธอไม่รู้เลยว่าการเลือกที่จะเว้นระยะห่างในครั้งนี้ คือการปกป้องตัวเอง หรือเป็นการผลักตัวเองเข้าสู่กับดักที่เขาวางไว้กันแน่
เมื่อคีรินเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูดังสนั่น รินรดาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ใต้กองพู่กันออกมาเปิดดูอีกครั้ง หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนและคราบน้ำตา บัดนี้ปรากฏรอยหมึกสีดำที่เขียนทับด้วยลายมือของใครบางคน—ไม่ใช่ลายมือของเธอ
*‘อย่าเชื่อใจคนที่ยื่นมือมาในวันที่เจ้าไร้ทางออก เพราะเงาของตะวันอาจเป็นเพียงแค่ภาพลวง’*
หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตระหนก ข้อความนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่เมื่อตอนกลางวัน ใครกันที่เข้ามาในห้องนี้? ความสั่นไหวแล่นปราดไปทั่วร่างเมื่อเธอสังเกตเห็นบางอย่างที่ขอบหน้าต่าง—หยดน้ำสีแดงสดที่ยังคงซึมออกมาจากรอยร้าวของกระจก ราวกับว่ามีใครบางคนเพิ่งจะใช้ของมีคมกรีดผ่านมันไปในขณะที่เธอกำลังคุยกับคีริน และเสียงเคาะประตูจากภายนอกก็ดังขึ้น... แต่มันไม่ใช่เสียงของคีริน เพราะจังหวะการเคาะนั้นรัวเร็วและไร้สติสัมปชัญญะ
“ริน... เปิดประตูให้ฉันเถอะ ฉันรู้ว่าเธออยู่ในนั้น... อย่าให้มันหลอกเธออีกเลย!”
เสียงของผู้หญิงที่ดังลอดผ่านเข้ามาทำเอารินรดาถึงกับหน้าซีดเผือด เธอจำเสียงนี้ได้แม่นยำ... เสียงที่เธอคิดว่าจมหายไปใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทรเมื่อสิบปีก่อน—เสียงของพี่สาวที่ประกาศการตายไปแล้วในอุบัติเหตุครั้งนั้น!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับเศษเสี้ยวความทรงจำของรินรดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ดาวตกคืนคริสต์มาส
เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน•ตอนที่ 11
กำแพงกั้นกลางใจ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำใต้เงาตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!