กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กโบราณคละคลุ้งจนแสบนาสิก ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกฉีกกระชากด้วยแสงสีโลหิตของกองทัพผีดิบ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของหลิวเฟยหรงสั่นระริกหาใช่เพราะความหวาดกลัวไม่ หากแต่เป็นแรงปะทะของจิตสังหารอันบ้าคลั่งที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของแม่ทัพศพไร้หน้าเบื้องหน้า นางจ้องมองเงาร่างนั้น—เงาร่างที่ควรจะสลายกลายเป็นธุลีดินไปตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดเมื่อสิบปีก่อน
ดวงตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งหรี่แคบลง ลมหายใจของนางถูกสะกดไว้ด้วยความตื่นตะลึงระคนชิงชัง "เป็นไปไม่ได้..." สุ้มเสียงเย็นเยียบหลุดลอดริมฝีปากที่เม้มแน่นจนซีดเซียว "ท่านอาจารย์..."
ก่อนที่ความทรงจำอันเจ็บปวดจะกลืนกินสติของนางไปมากกว่านั้น ไอความร้อนระอุราชาดสะเก็ดไฟนรกก็แผดเผาแทรกเข้ามาในรัศมีสามเชือก จ้าวอี้เฉินก้าวเท้าเข้ามาขนาบข้างอย่างเงียบเชือก มือหนาคว้าข้อศอกเรียวของนางไว้แน่นพอดึงสติ แรงกดดันจากลมปราณตะวันทมิฬแผ่ขยายออกเป็นโล่เพลิงสีชาดปกป้องทั้งคู่จากคลื่นกระแทกของกองทัพผีดิบ
"หากเจ้ายังมัวแต่มองอดีต เกรงว่าวันนี้พวกเราคงได้กลายเป็นปุ๋ยฝังใต้ซากศพพวกนี้จริงๆ นะคะ เฟยหรง" เสียงกระซิบกระชอนของอี้เฉินข้างใบหูเจือความเย้าหยวนอยู่บ้าง แต่นัยน์ตากลับคมกริบดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อ
เฟยหรงสะบัดแขนหลุดจากการกุมมือของเขาอย่างไม่ไยดี นางตวัดปลายกระบี่วาดเป็นวงโค้งส่งคลื่นกระบี่น้ำแข็งสีครามพุ่งทะยานเข้าตัดร่างของผีดิบแถวหน้าจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน เศษซากเนื้อเน่าเปื่อยสลายกลายเป็นไอพิษสีดำ แต่สายตาของนางยังคงไม่ละไปจากเงาร่างที่คุ้นเคยนั้น
"หุบปากของเจ้าเสีย จ้าวอี้เฉิน" นางกล่าวลอดไรฟัน "เหตุใดกองทัพผีดิบแห่งแดนบูรพาจึงปรากฏที่นี่... และทำไมเจ้าถึงดูเหมือนรู้อะไรล่วงหน้ามาตลอด"
อี้เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำท่ามกลางเสียงคำรามของภูตผีช่างฟังดูน่าขนลุก เขาปัดเศษฝุ่นบนอาภรณ์สีดำสนิทราวกับพวกเขากำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้หาใช่สมรภูมิเซียน "ใจเย็นสิแม่นางหลิว ความแค้นส่วนตัวของเจ้ากับอดีตอาจารย์... ไว้ค่อยสะสางหลังจากที่เราไขปริศนาออกดีกว่ากระมัง? อีกอย่าง สิ่งที่เจ้าเห็นในตอนนี้ เป็นเพียงแค่เงาภาพสะท้อนจากศิลาจารึกที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยโลหิตของตระกูลหลิวต่างหากเล่า"
คำพูดของเขาทำให้เฟยหรงชะงัก นางหันขวับกลับมามองบุรุษผู้มีรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"ศิลาจารึกสวรรค์ไร้ลักษณ์ที่สำนักกระบี่ของเจ้าปกป้องนักหนา... แท้จริงแล้วมันไม่ใช่คัมภีร์วิชาเซียน แต่มันคือ 'ผนึก' ที่กักขังวิญญาณบรรพชนของเจ้านับหมื่นปี" อี้เฉินก้าวเข้าไปประชิดนางทีละน้อย แม้ในสถานการณ์คับขัน เขากลับแสดงความสุขุมลุ่มลึกออกมาอย่างน่าประหลาด นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังใจกลางกองทัพผีดิบ ที่ซึ่งแท่งหินสีดำมหึมาตั้งตระหง่าน ไออักษรโบราณสีทองเรืองแสงวับแวมราวกับลมหายใจที่ใกล้ดับ "และกุญแจที่จะเปิดผนึกนั้น... ก็คือสายเลือดบริสุทธิ์ของทายาทคนสุดท้ายแห่งตระกูลหลิว... เช่นเจ้านั่นเอง"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ หลิวเฟยหรงรู้สึกคล้ายโลหิตในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ นางจดจำได้ทันที ในคืนที่ตระกูลถูกล้างบาง คำสั่งเสียสุดท้ายของบิดาก่อนสิ้นใจคือห้ามเข้าใกล้ศิลาจารึกเด็ดขาด แต่นางไม่เคยรู้เหตุผล... จนกระทั่งวินาทีนี้
"เจ้าโกหก..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยโทสะและหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยแต่ไม่ยอมไหลริน "คนอย่างจ้าวอี้เฉิน มีหรือจะพูดความจริงโดยไม่มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน เจ้าต้องการศิลานั่นเพื่อวิชาตะวันทมิฬของเจ้าใช่หรือไม่!"
อี้เฉินนิ่งงันไปชั่วขณะ นัยน์ตาที่มักพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกและมืดมน แววตาคู่นั้นสะท้อนเงาของหญิงสาวตรงหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ "ถ้าข้าต้องการทำลายมันล่ะ... เพื่อล้างแค้นให้กับตระกูลของข้าที่ถูกสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ของพวกเจ้าตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีตเมื่อสามสิบปีก่อน เจ้าจะยังเชื่อใจข้าไหม?"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงคำรามของกองทัพผีดิบเบาลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งสอง เฟยหรงกำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวโพลน ปลายกระบี่จ่อเข้าที่ลำคอแกร่งของอี้เฉินอย่างไม่ลังเล ระยะห่างระหว่างคมกระบี่กับผิวเนื้อแคบเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
"หากเจ้ากล้าขยับอีกเพียงนิดเดียว... กระบี่ไร้ลักษณ์เล่มนี้จะตัดหัวใจที่เต็มไปด้วยคำลวงของเจ้าเสีย" เสียงของนางเยือกเย็นและจริงจังดั่งประกาศิตจากสวรรค์
อี้เฉินไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขากลับโน้มลำคอเข้าหาคมกระบี่ทีละน้อย จนหยดโลหิตสีแดงฉานซึมไหลผ่านคมกระบี่สีเงินยวงหยดลงสู่พื้นดิน รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปากของเขา "ลองแทงดูสิ... ถ้าการตายด้วยมือของเจ้า จะทำให้เจ้าตาสว่างว่าใครกันแน่ที่เป็นคนชักใยเรื่องทั้งหมดนี้อยู่เบื้องหลัง"
ทว่า ก่อนที่ปลายกระบี่จะทะลวงผ่านผิวเนื้อ ท้องฟ้าเบื้องบนกลับคำรามลั่นด้วยเสียงที่สั่นสะเทือนไปถึงสามภพ
เมฆหมอกสีดำทมิฬที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะแตกกระเจิงออกเป็นเสี่ยงๆ รอยแยกมิติสีทองขนาดยักษ์เปิดอ้าออกราวกับดวงตาของเทพเจ้าผู้เกรี้ยวกราด และจากรอยแยกนั้นเอง... เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ก็ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ราวกับเดินอยู่บนบันไดสวรรค์
กลิ่นอายพลังอันไร้ขอบเขตและกดดันจนผู้อำไพต้องคุกเข่าแผ่ซ่านลงมาทันที และเมื่อบุคคลนั้นปรายตามองลงมายังเบื้องล่าง หลิวเฟยหรงก็แทบหยุดหายใจ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
"อาจารย์...?"
น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดจากปากของนาง พร้อมกับที่บุรุษผู้ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อนยกยิ้มมุมปาก เอ่ยคำพูดที่ทำลายล้างความจริงทุกอย่างที่นางเพิ่งได้รับรู้จนหมดสิ้น
"ศิษย์รักของข้า... เจ้าช่างโง่เขลาเสียจริง ที่เชื่อคำลวงของสุนัขรับใช้แห่งตะวันทมิฬผู้นี้"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่มาด้วยกันในบทนี้นะคะ หลิวเยี่ยนซีสัญญาว่าบทต่อไปจะยิ่งเข้มข้นและกระชากใจยิ่งกว่าเดิมแน่นอนค่ะ!
กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับตะวันทมิฬที่ไร้ใจ•ตอนที่ 5
คำลวงในคืนจันทร์ดับ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับตะวันทมิฬที่ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!