คราบเลือดบนปลายกระบี่เบญจมาศเหมันต์ยังไม่ทันแห้งสนิทดี หลิวเฟยหรงก็ต้องขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นแนวคมชัด ดวงตาสวยคู่หงส์กวาดมองคัมภีร์ประกาศิตมารที่ถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านตรงหน้า... นี่ไม่ใช่ภารกิจกวาดล้างมารธรรมดา แต่มันคือหลุมพรางที่ถูกขุดขึ้นอย่างประณีต เพื่อสลักตราประทับ "ทรยศสำนัก" ไว้บนหลังของนางโดยสมบูรณ์
แผนการจัดฉากอันแยบยลเพื่อกำจัดนางตั้งแต่ต้น!
"หากยังมัวแต่ยืนอาลัยอาวรณ์เกียรติยศจอมปลอมของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ เกรงว่าในอีกหนึ่งก้านธูป เจ้าคงได้กลายเป็นวิญญาณไร้ญาติขาดมิตรที่ถูกแขวนประจานไว้ที่ประตูผาเซียนสำนักตนเองเป็นแน่"
เสียงทุ้มต่ำติดจะยวนกวนประสาทดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหลัง จ้าวอี้เฉินก้าวออกมาจากเงาไม้ด้วยท่าทางสบายๆ ชายเสื้อคลุมสีดำปักดิ้นลายตะวันทมิฬสะท้อนกับแสงจันทร์สลัว มือข้างหนึ่งหมุนพัดกระดาษเหล็กเล่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อครู่เป็นเพียงละครโรงเล็กที่เขาบังคับดูฟรี
หลิวเฟยหรงสะบัดข้อมือเบาๆ ปลายกระบี่ในมือส่งเสียงร้องโหยหวนดั่งภูผาน้ำแข็งแตกร้าว นางปรายตามองบุรุษผู้นี้ด้วยแววตาดุจคมมีดน้ำแข็ง "หุบปากของเจ้าเสีย จ้าวอี้เฉิน! หากไม่ใช่เพราะแผนการสกปรกของสำนักตะวันทมิฬของเจ้า สภาพการณ์ในยุทธภพวันนี้คงไม่แปดเปื้อนถึงเพียงนี้"
จ้าวอี้เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างระหงของนางทีละก้าว กลิ่นอายความร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงนรกแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาตัดกับความหนาวเย็นยะเยือกจากกระบี่ของนางอย่างสิ้นเชิง
"สำนักตะวันทมิฬของข้าถูกทำลายล้างไปตั้งแต่สิบปีก่อนด้วยน้ำมือของใคร เจ้าก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ ศิษย์น้องหญิงเฟยหรง... หรือจะให้ข้าเตือนความจำว่าอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมของเจ้า เป็นผู้ลงดาบปลิดชีพท่านพ่อของข้าด้วยข้อหาสมคบคิดกับมาร?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหลิวเฟยหรง ร่างบางชะงักงัน ความทรงจำในวัยเยาว์ที่ถูกผนึกไว้พรั่งพรูขึ้นมา นางจำได้... ภาพของบุรุษผู้ถือกระบี่ไร้ลักษณ์อาบย้อมด้วยโลหิต เหตุการณ์ในคืนนั้นคือรอยด่างพร้อยที่อาจารย์ไม่เคยเอ่ยถึง แต่มันฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของนาง
"เหลวไหล!" หลิวเฟยหรงเค้นเสียงลอดไรฟัน แม้ปากจะปฏิเสธ แต่แววตาที่ไหววับชั่วขณะกลับทรยศความจริง
"เชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ใจเจ้าเถอะ" จ้าวอี้เฉินหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตานาง "แต่ในเวลานี้... พวกเขากำลังส่งค่ายกลกระบี่สวรรค์เก้าทิศมาไล่ล่าเจ้าแล้ว หากยังดื้อดึงจะกลับไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ศพของเจ้าคงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกให้สุนัขแทะ"
สิ้นคำพูดของเขา เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวก็ดังสะท้อนมาจากทิศทางของยอดเขาเบื้องล่าง แสงกระบี่นับร้อยสายพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทอประกายเจิดจ้ากดดันจนอากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับแบกขุนเขาไว้ทั้งลูก ค่ายกลไล่ล่าของฝ่ายธรรมะมาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด!
"บัดซบ..." หลิวเฟยหรงกัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางไม่อาจหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ถูกล้างสมองด้วยความเท็จเหล่านั้นได้ หากปะทะกันตอนนี้ มีแต่จะทำให้แผนการของผู้อยู่เบื้องหลังสำเร็จลุล่วง
จ้าวอี้เฉินคว้าข้อแขนเรียวบางของนางไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่นางจะทันตั้งตัว แรงปะทะจากฝ่ามือของเขาอุ่นจัดจนร้อนลวกผิวเนื้อ "ตามข้ามา หากไม่อยากตายอย่างอนาถในฐานะกบฏ"
หลิวเฟยหรงสะบัดแขนออกอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว แต่นางรู้ดีว่ายามนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นางจึงต้องจำใจพยักหน้าตกลงอย่างจำยอม ทั้งคู่ทะยานร่างหายลับเข้าไปในผืนป่าทึบแห่งแดนทมิฬ เบื้องหลังคือแสงกระบี่ธรรมะที่สาดส่องไล่ตามมาติดๆ ดั่งเงาทะมึนแห่งความตาย
การเดินทางหลบหนีอย่างไร้จุดหมายในดินแดนรกร้างเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันและแรงกดดันจากเบื้องหลัง ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความแค้นในอดีตถูกบีบให้ต้องหลอมรวมเป็นพันธมิตรชั่วคราว หลิวเฟยหรงก้าวเดินตามหลังบุรุษผู้กุมความลับอันดำมืด ทุกย่างก้าวที่เหยียบลึกลงไปในแดนทมิฬ ราวกับตอกย้ำว่านางได้เดินหลุดพ้นจากเส้นทางแห่งคุณธรรมจอมปลอมมาไกลเกินกว่าจะหวนกลับเสียแล้ว
ยามค่ำคืนในแดนทมิฬหน็บหนาวจนกระดูกแทบชา สายลมกรีดกรายผ่านกิ่งไม้แห้งดั่งเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณ ทั้งสองหลบซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำหินอัคนีเก่าแก่แห่งหนึ่ง แสงไฟจากกองไฟกองเล็กๆ ที่จ้าวอี้เฉินก่อขึ้นสะท้อนใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงความเย่อหยิ่งและระแวดระวังไว้เช่นเคย
หลิวเฟยหรงนั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่งของถ้ำ มือเรียวยังคงกุมด้ามกระบี่แน่น แม้ระยะทางที่ผ่านมาพวกเขาจะรอดพ้นจากการตรวจการณ์ของสำนักฝ่ายธรรมะมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยไหวพริบของจ้าวอี้เฉิน แต่นางก็ยังไม่ไว้วางใจบุรุษผู้นี้อยู่ดี
"เจ้ามองข้าด้วยสายตาระแวงเช่นนั้นระวังใบหน้าจะแก่ก่อนวัยนะศิษย์น้อง" จ้าวอี้เฉินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เขาโยนกิ่งไม้แห้งเข้ากองไฟจนสะเก็ดไฟแตกกระจาย "นอนพักเสียเถอะ อีกไม่นานฟ้าก็สางแล้ว พรุ่งนี้เราต้องข้ามผ่านหุบเขามรณะเพื่อเข้าสู่เขตอิทธิพลของสำนักมารโลหิต ถึงตอนนั้น... เจ้าจะได้เห็นความจริงที่พวกคนดีในยุทธภพพยายามปกปิดมาตลอดสิบปี"
"ข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาสั่ง" หลิวเฟยหรงตอบเสียงเย็นชา นางหลับตาลงเพื่อโคจรพลังปราณเหมันต์รักษาอาการบาดเจ็บภายใน ทว่า ในขณะที่จิตใจกำลังเข้าสู่ความสงบ สัญชาตญาณนักฆ่าอันเฉียบคมก็กระตุกวูบ
บรรยากาศรอบตัวถ้ำพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความอบอุ่นจากกองไฟถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือกที่แทรกซึมเข้ามาทางผิวหนัง กลิ่นอายพลังปราณที่ไม่คุ้นเคยแต่ทรงพลังอำมหิตกำลังคืบคลานเข้ามาปิดล้อมปากถ้ำไว้อย่างเงียบเชียบ
จ้าวอี้เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาคมกลาที่เคร่งเครียดถึงขีดสุด เขาหันมามองหลิวเฟยหรงที่ลืมตาขึ้นช้าๆ เช่นกัน
"ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้ถูกตามล่าแค่จากพวกฝ่ายธรรมะเสียแล้วล่ะ" จ้าวอี้เฉินกระซิบเสียงต่ำ มือข้างขกากุมด้ามกระบี่พญายมที่เหน็บไว้ข้างเอว
ทันใดนั้น เงาดำนับสิบสายก็พุ่งทะยานเข้ามาปักหลักล้อมรอบปากถ้ำ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับจนหินผาสั่นสะเทือน ก่อนที่เสียงหัวเราะแหברי้วอันน่าสะพรึงกลัวจะดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องนอก
"ฮ่าๆๆๆ... ในที่สุดก็เจอตัวหนูสกปรกทั้งสองตัวเสียที คิดหรือว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของหุบเขาหมื่นพิษไปได้, นายน้อยจ้าว... และแม่นางแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์!"
หลิวเฟยหรงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเงาร่างที่ก้าวออกมาจากความมืดคือนักฆ่าสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในอดีต—ผู้ที่ควรจะตายไปพร้อมกับสำนักตะวันทมิฬเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดและคมกระบี่ไปพร้อมกับข้าในตอนนี้นะคะ
กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับตะวันทมิฬที่ไร้ใจ•ตอนที่ 3
รอยเท้าในแดนทมิฬ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับตะวันทมิฬที่ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!