กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 17

วิกฤตการณ์พรรคมารครองเมือง

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กลิ่นอายคาวเลือดลอยอวลคละคลุ้งปะปนกับหมอกพิษสีม่วงเข้ม ย้อมผืนฟ้าเหนือมหานครหลวงให้กลายเป็นสีชาดราวกับมหาสมุทรโลหิตไร้ขอบเขต ปราณมารระดับบรรพกาลแผ่พุ่งกดทับลงมาจากเบื้องบนจนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน คำรามกึกก้องด้วยเสียงสะท้อนจากขุมนรกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตให้ดับสูญ "หึ... บรรยากาศอึมครึมชอบกลนะเจ้าหนุ่ม ข้าชักสังหรณ์ใจว่างานนี้ ต่อให้เจ้ารำกระบี่จนแขนหลุด ก็อาจจะไม่ได้กลับไปแทะขาหมูตุ๋นยาจีนที่โรงเตี๊ยมตระกูลซ่งเสียแล้วมั้ง" เสียงแหบพร่ากวนประสาทของเจ้าอสูรจันทราดังขึ้นในจิตสำนึก พร้อมกับจิตวิญญาณอสูรในกระบี่โลหิตที่สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น เยี่ยหลิงแค่นเสียงทางจมูกอย่างเย็นชา ใบหน้าคมคายฉายแววดุดันและทะนงตน ดวงตาคมกริบกวาดมองค่ายกลโลหิตหมื่นศพที่แผ่ขยายปกคลุมกำแพงเมืองหลวงทั้งสี่ด้าน เบื้องหน้าของพวกเขาคือมหานครที่บัดนี้กลายเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน เหลือเพียงเงาร่างของเหล่าสาวกพรรคมารนับหมื่นที่เดินลาดตระเวนด้วยดวงตาสีแดงฉาน "หุบปากของเจ้าไปเสีย เจ้าอสูรสารเลว หากวันนี้ข้าต้องตายที่นี่จริงๆ คนแรกที่จะถูกข้าดึงวิญญาณออกมาผัดเผ็ดก็คือเจ้า" เยี่ยหลิงส่งกระแสจิตตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงจิตสังหารรุนแรง "โอ้โห! ใจคอโหดเหี้ยมนักนะพ่อคุณ... แต่ระวังเถอะ แม่นางน้ำแข็งข้างกายเจ้าเริ่มส่งสายตาพิฆาตมาทางนี้แล้วนะ ข้าเตือนด้วยความหวังดีในฐานะสหายร่วมเป็นร่วมตายหรอกหนรา" เยี่ยหลิงเหลือบสายตาไปมองสตรีข้างกาย ไป่หลิงเซียนในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมนของสมรภูมิเบื้องหน้า นางยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดคานไม้ของหอคอยร้าง ปราณเหมันต์บริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงจนเกล็ดน้ำแข็งสีครามเกาะกุมรอบปลายกระบี่ในมือ นางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแววตาคู่คมที่มองตรงไปยังเบื้องเบื้องหน้ากลับลึกล้ำและสั่นไหวเล็กน้อยยามที่หางตาเหลือบมาสบประสานกับเขา ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองมีความหมายมากกว่าร้อยพันคำพูด "เจ้ากลัวหรือไม่?" เยี่ยหลิงเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่กังวานลึก ไป่หลิงเซียนชำเลืองมองเขาเล็กน้อย ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันชั่วพริบตาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดั่งสายน้ำจากยอดเขาหิมะพันปี "วิถีเซียนฝืนลิขิตฟ้าดินมาแต่โบราณ ความตายเป็นเพียงธุลีดินธุลีหนึ่ง... มีเพียงคนโง่เขลาเท่านั้นที่ห่วงหาอาวรณ์สิ่งไร้สาระ" "เช่นนั้น... ข้าก็คงเป็นคนโง่เขลาที่สุดในใต้หล้ากระมัง เพราะสิ่งที่ข้าห่วงหา หาใช่ชีวิตไม่ แต่เป็น..." เยี่ยหลิงเว้นวรรค รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างกวนประสาท ก่อนจะเอ่วต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "...เกรงว่าหากข้าตายไป จะไม่มีใครคอยกวนใจเจ้าให้อายุยืนยาวขึ้นอีก" หัวใจของไป่หลิงเซียนกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความเยือกเย็นที่หล่อหลอมดวงจิตมานับร้อยปีพลันสั่นคลอน นางแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ ทว่าใบหูขาวสะอาดกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด ท่ามกลางวิกฤตความเป็นความตาย เคมีอันเป็นเอกลักษณ์ของคนทั้งสองกลับหลอมรวมความตึงเครียดของยุทธภพให้กลายเป็นความผูกพันลึกล้ำที่ไม่อาจตัดขาด "เลิกไร้สาระได้แล้ว... ค่ายกลตระกูลมารเคลื่อนไหวแล้ว" ไป่หลิงเซียนเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อซ่อนความเขินอาย ปลายกระบี่เหมันต์ชี้ตรงไปยังเบื้องล่าง เบื้องหน้าของพวกเขาคือประตูเมืองทิศอุดรที่ถูกปิดตายด้วยคานเหล็กหนานับร้อยชั่ง ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ประตูเหล็กนั้น หากแต่เป็นเงาร่างนับพันของกองกำลังเงาโลหิตที่ยืนเรียงรายอยู่เหนือคูเมือง พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือที่ถูกหลอมรวมจิตวิญญาณให้กลายเป็นหุ่นเชิดไร้ความรู้สึก ภายใต้การนำของ "ราชาโลหิตหมื่นพิษ" หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งพรรคมาร "การจะแทรกซึมเข้าไปในเมืองหลวงโดยไม่ให้ค่ายกลตระกูลมารรู้ตัว... มีเพียงวิธีเดียว" เยี่ยหลิงหรี่ตาลง ประกายกระบี่ในดวงตาคมกริบสว่างวาบขึ้นในความมืด "ตัดผ่านใจกลางค่ายกลตรงๆ" ไป่หลิงเซียนต่อประโยคให้ทันที นางขยับกายเล็กน้อยจนอาภรณ์สีขาวปลิวไสวตามแรงลมปราณ "ถูกต้อง..." เยี่ยหลิงแย้มยิ้มดุดัน มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่โลหิตที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างมั่นคง ปราณกระบี่สีชาดระเบิดทะลักออกจากร่างจนเกิดเสียงลมคำรามรอบทิศทาง "คนโง่อย่างข้า จะขอเปิดทางให้แม่นางผู้ไร้ใจได้เดินเหยียบย่างเข้าสู่ใจกลางมหานครด้วยเกียรติยศสูงสุดเอง!" สิ้นเสียงคำราม ร่างของเยี่ยหลิงก็พุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าสีเลือด แหวกอากาศฉีกกระชากความมืดมิดออกเป็นสองซีก พลังปราณกระบี่โลหิตแปรเปลี่ยนเป็นมังกรโลหิตคำรามกึกก้อง พุ่งเข้าชนกำแพงค่ายกลมารเบื้องล่างอย่างดุเดือดตระการตา แรงปะทะสะเทือนเลื่อนลั่นจนแผ่นดินแยกออกเป็นรอยแตกกว้างหลายสาบวา ไป่หลิงเซียนไม่รอช้า นางสะบัดข้อมือเบาๆ ร่างระหงพุ่งตามหลังประหนึ่งหงส์ขาวร่อนลม ปลายกระบี่เหมันต์โปรยปรายละอองน้ำแข็งนับล้านสาย แช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางทางให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีครามในพริบตา การประสานสอดคล้องระหว่างกระบี่โลหิตอันดุดันเร่าร้อนและกระบี่เหมันต์อันเยือกเย็นไร้ช่องโหว่ ทำให้กองกำลังพรรคมารที่ดาหน้าเข้ามาต้องแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังทะลวงผ่านแนวป้องกันชั้นนอกเข้าสู่เขตชั้นในของเมืองหลวง บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สุ้มเสียง หมอกพิษสีม่วงเข้มม้วนตัวเข้าหากันราวกับมีชีวิต ก่อนจะก่อตัวเป็นร่างของบุรุษผู้สวมหน้ากากกระดูกอสูร ดวงตาสีทองคู่หนึ่งจ้องมองลงมาจากยอดเจดีย์ทองคำกลางเมืองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "นึกไม่ถึงว่า... สุนัขจนตรอกสองตัวนี้ จะกล้าหาญถึงเพียงนี้" เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียน พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมดวงจิตขั้นสมบูรณ์ที่พุ่งเข้ากดทับร่างของทั้งคู่จนกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน เยี่ยหลิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ปราณในร่างปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่อยู่ ตัวตนระดับนี้... มิใช่จตุรเทพพรรคมารธรรมดาอย่างแน่นอน! ทว่า ก่อนที่เยี่ยหลิงจะได้ชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่ ร่างของบุรุษสวมหน้ากากกระดูกอสูรก็หายวับไปจากยอดเจดีย์ และปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงันอยู่เบื้องหลังไป่หลิงเซียนโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น ปลายเล็บสีดำสนิทที่แหลมคมราวกรงเล็บมัจจุราชกำลังจ่ออยู่ที่ลำคอขาวผ่องของนาง "หลิงเซียน! ถอย!" เยี่ยหลิงคำรามลั่นด้วยความตระหนก ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าหา ทว่า... ทุกอย่างช้าไปก้าวหนึ่ง บุรุษสวมหน้ากากหัวเราะเยาะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเยี่ยหลิงเย็นเฉียบจนแทบแข็งค้าง "แม่นางน้อยผู้นี้... เจ้าสำนักกระบี่โลหิตคนก่อน คงไม่คิดกระมังว่าทายาทคนสุดท้าย จะต้องมาตายต่อหน้าสตรีที่เจ้าปกป้องด้วยชีวิต..." ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานผ่านแดนเซียนไปพร้อมกับข้าครับ — **ลั่วอสูรหมื่นภูผา**
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%