"เจ้าจะรอให้พวกมันจุดธูปเชิญบรรพบุรุษของพวกมันมากราบกรานก่อนหรือไง เจ้าหนูเยี่ย?"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งกะโหลกผีครูด28ดวงจันทร์ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึกของเยี่ยหลิง พร้อมกับจิตอสูรสีชาดที่แผ่ซ่านความกระหายเลือดพุ่งทะยานขึ้นจากคมกระบี่โลหิตในมือขวา ร่างของเจ้าอสูรจันทราปรากฏเงาร่างรางเลือนคล้ายพยัคฆ์เพลิงทมิฬขนาดยักษ์พาดผ่านม่านหมอกโลหิตที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องล่าง
นี่ไม่ใช่แค่การไล่ล่าของพรรคมาร... แต่นี่คือทัณฑ์สวรรค์ที่ถูกลิขิตมาตั้งแต่อดีตชาติ!
หยาดโลหิตสีดำสนิทหยดลงจากปลายกระบี่ เสียง *ติ๋ง...* ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายในสุสานโบราณ เบื้องหน้าของเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียนคือค่ายกลกระดูกหมื่นอสูรที่แผ่ไอทมิฬปกคลุมท้องฟ้าจนรัตติกาลดุจดั่งถูกควักคว้านดวงตา
เงาร่างนับร้อยของยอดฝีมือพรรคมารโลหิตยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขาหัวโล้น นำโดย "จอมมารโลหิตทมิฬ" ผู้มีดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ มือทั้งสองข้างกุมกระบองกระดูกมนุษย์ที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดนับพันวิญญาณ
"เยี่ยหลิง... วันนี้คือวันตายของเจ้าและนังเซียนไร้ใจผู้นั้น วิญญาณของพวกเจ้าจักต้องถูกหลอมรวมเป็นโลหิตพิสุทธิ์เพื่อเซ่นไหว้กระบี่มาร!" เสียงคำรามของจอมมารสั่นสะเทือนปฐพีจนแผ่นดินแยกแตกลึกลงไปหลายสิบจว่ะ
เยี่ยหลิงแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกด้วยความเหยียดหยัน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทมิฬกวาดมองข้าศึกนับร้อยราวกับพวกมันเป็นเพียงฝุ่นผงใต้ฝ่าเท้า มือขวากระชับด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณอสูรและลมปราณเซียนภายในร่างไหลเวียนตีรวนกันราวกับพายุหมุน แต่ด้วยสติสัมปชัญญะอันเด็ดเดี่ยว เขาสามารถกดข่มสองขั้วพลังอันตรงข้ามนี้ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
เขากวาดสายตาเหลือบมองสตรีข้างกายชั่วขณะ...
ไป่หลิงเซียนในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปราย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือด นางยืนสง่างามดั่งเทพธิดาแห่งเหมันต์ที่มิอาจแปดเปื้อน ผมยาวสลวยปลิวไสวตามแรงลมปราณที่แผ่ซ่าน แม้ใบหน้างดงามจะยังคงความเย็นชาไร้ความรู้สึกตามวิถีแห่งเซียนไร้ใจ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสะท้อนภาพของเขา... มีเพียงเขาผู้เดียวที่อยู่ในห้วงนัยน์ตาน้ำแข็งคู่นั้น
"เจ้า... ระวังตัวด้วย" เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นเอ่ยขึ้นเบาๆ ดั่งสายลมหนาวที่พัดผ่านหัวใจของจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยว
เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "ระดับข้า เยี่ยหลิง หากไม่ตายเสียก่อน ย่อมไม่มีวันตาย... อีกอย่าง ข้ายังไม่ได้ฟังคำชมจากปากเจ้าเซียนน้ำแข็งอย่างเจ้าให้หนำใจ ข้าจะยอมตายได้อย่างไรกัน?"
"วาจาเหลวไหล..." ไป่หลิงเซียนปรายตามองค้อนเขาเล็กน้อย ทว่าริมฝีปากบางกลับยกย่องขึ้นเสี้ยวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจควบคุมได้ หัวใจที่เคยด้านชาดั่งก้อนหินนับพันปี บัดนี้กลับสั่นไหวทุกครั้งยามที่อยู่ใกล้บุรุษผู้บ้าบิ่นผู้นี้
"ฮ่าๆๆๆ ดี! ดีนัก! หานางมารมาเคียงคู่กันตายช่างเป็นภาพที่น่าเวทนา!" จอมมารโลหิตทมิฬแผดเสียงหัวเราะลั่น สั่งการให้เหล่าสาวกพรรคมารพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน คลื่นกระบี่มารนับหมื่นสายพุ่งทะยานดั่งห่าฝนสีเลือด ปกคลุมน่านฟ้าจนมืดมิด
ในวินาทีนั้นเอง เยี่ยหลิงหลับตาลงชั่วพริบตา ลมหายใจของเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมแห่งขุนเขา
"วิชาเซียนสยบมาร... กระบวนท่าที่สิบสอง... เพลงกระบี่พิฆาตมาร!"
พรึบ!
ร่างของเยี่ยหลิงหายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีที่ก้าวข้ามมิติ แสงกระบี่สีทองเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของค่ายกลมาร ดุจดั่งสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ที่ผ่าลงกลางนรกโลกันต์ นี่ไม่ใช่กระบี่ธรรมดา แต่มันคือการหลอมรวมพลังอสูรบรรพกาลเข้ากับวิชาเซียนอันบริสุทธิ์ของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์
ฉับพลันนั้น ไป่หลิงเซียนขยับกายตาม ร่างบางพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ มือเรียวดั่งหยกขาวร่ายรำกระบี่เหมันต์สวรรค์ เกล็ดหิมะนับล้านชิ้นระเบิดออกกลายเป็นละอองปราณเซียนที่หนุนเสริมพลังให้แก่กระบี่โลหิตของเยี่ยหลิง ปราณอสูรสีชาดและปราณเซียนสีขาวบริสุทธิ์ผสานเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นมังกรคู่เพลิงและเหมันต์พ่นลมหายใจสะท้านฟ้าดิน
*ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกขาดออกจากกันดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีดำพุ่งกระฉูดขึ้นย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน ยอดฝีมือพรรคมารที่พุ่งเข้ามานับร้อยต่างร่างแหลกสลายเป็นจุลโดยที่ยังไม่ทันได้กรีดร้องด้วยซ้ำ พลังปราณที่เยี่ยหลิงปลดปล่อยออกมาในยามนี้รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวเสียจนแม้แต่พื้นดินใต้ฝ่าเท้ายังยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายร้อยจว่ะ
จอมมารโลหิตทมิฬเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด "เป็นไปไม่ได้! วิชานี้มัน... วิชากระบี่สะท้านฟ้าของปรมาจารย์กระบี่โบราณ เหตุใดเจ้าจึงฝึกสำเร็จ!"
เยี่ยหลิงยืนตระหง่านอยู่กลางกองเลือด ปลายกระบี่โลหิตชี้ตรงไปที่คอหอยของจอมมาร ดวงตาสะท้อนประกายเพลิงอสูรอย่างดุดัน
"เพราะข้าคือผู้ถูกเลือกให้มาล้างบางพวกเดรัจฉานเช่นพวกเจ้าอย่างไรเล่า!"
เขากำลังจะสะบั้นศีรษะของจอมมารโลหิตทมิฬให้ขาดกระเด็นในดาบเดียว ทว่า... ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยถูกย้อมด้วยสีเลือดกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามโดยฉับพลัน เมฆหมอกทมิฬมลายหายไปในพริบตา ปราณกดดันอันหาผู้ใดเปรียบจากเบื้องบนสรวงสวรรค์กดทับลงมาจนเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียนต้องทรุดฮวบลงข้างหนึ่ง
เสียงดนตรีสวรรค์ดังแว่วมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้อันน่าประหลาด และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... คือเงาร่างนับพันของ "เทพสวรรค์" ในชุดเกราะทองคำปรากฏขึ้นบนน่านฟ้า พร้อมกับเสียงกังวานที่ประกาศกร้าวลงมาว่า
"เยี่ยหลิง... บาปหนาที่เจ้าฝืนลิขิตฟ้า หลอมรวมพลังอสูรและเซียน บัดนี้... ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรับทัณฑ์สวรรค์ขั้นสุดท้าย!"
และในวินาทีนั้นเอง... ไป่หลิงเซียนกลับกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างบางเซถลาล้มลงในอ้อมแขนของเยี่ยหลิง นางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาที่สั่นระริก ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของเยี่ยหลิงแทบหยุดเต้น
"เยี่ยหลิง... คนที่ส่งทัณฑ์สวรรค์นี้ลงมา... ไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือ 'อาจารย์' ของท่านเองที่ยังไม่ตาย..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันยุทธภพอันโหดร้ายนี้ไปด้วยกันนะครับ!
- ลั่วอสูรหมื่นภูผา -
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 12
เพลงกระบี่พิฆาตมาร
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!