"หยุดเดินซะเจ้าหนุ่ม ถ้าไม่อยากให้ปอดของเจ้ากลายเป็นตะแกรงร่อนเลือด"
เสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรีดสีบนแผ่นหินดังมาจากเงามืดเบื้องหน้า เยี่ยหลิงหยุดฝีเท้าทันที มือขวาสัมผัสกระชับด้ามกระบี่โลหิตจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าคมสันของเขาเรียบเฉย ทว่าแววตากลับวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารที่เริ่มเดือดพล่าน เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างกวนประสาท พลางหันไปมองไป่หลิงเซียนที่ยืนนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็งอยู่เคียงข้าง
"ดูเหมือนสุนัขรับใช้ของพรรคมารจะตามกลิ่นเราเจอเร็วกว่าที่ข้าคิดนะ แม่นางน้ำแข็ง" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความนัย
ไป่หลิงเซียนปรายตามองเงาร่างที่ปรากฏตัวขึ้นจากผืนป่ารอบทิศทาง แววตาของนางเย็นเยียบไร้อารมณ์ หากแต่ปลายนิ้วที่ประสานกันกลับเริ่มเรืองแสงสีครามแผ่วเบา "พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา และเจ้าก็รู้ดีว่าค่ายกลดักจับเซียนที่พวกมันวางล้อมรอบไว้นั้น... มุ่งหมายเอาชีวิตเราทั้งคู่"
*‘โฮ่! ค่ายกลดักจับเซียนของพวกกระจอกงอกง่อยนั่นรึ?’* เสียงแหลมเล็กทว่าทรงอำนาจของเจ้าอสูรจันทราดังขึ้นในจิตสำนึกของเยี่ยหลิง *‘ไอ้พวกหนอนแมลงริอ่านจะกักขังอสูรและเซียน ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าถ้ากระบี่โลหิตของเจ้าซัดเข้าใส่ใจกลางค่ายกล มันจะแตกร้าวเหมือนเศษแก้วหรือกระโหลกของพวกมันจะเละก่อนกัน!’*
"หุบปากไปเจ้าอสูรขี้โม้ ถ้าข้าตาย เจ้าก็ต้องกลับไปนอนฝุ่นเกาะในฝักกระบี่นั่นตลอดกาล" เยี่ยหลิงกระซิบตอบในใจ ก่อนจะชักกระบี่โลหิตออกจากฝัก เสียงเหล็กกล้าแผดเสียงก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว อักขระสีแดงฉานเริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นดินรอบตัวพวกเขา มันคือค่ายกลดักจับเซียนที่เปล่งแสงสีม่วงหม่น ขังพวกเขาไว้ในอาณาเขตที่ดูดกลืนพลังปราณอย่างรวดเร็ว ศัตรูจำนวนห้าคนสวมชุดคลุมสีดำสนิทเดินออกมาจากเงามืด ปลายกระบี่ของพวกมันอาบด้วยยาพิษที่สามารถทำให้แม้แต่ผู้บรรลุธรรมยังต้องกระอักเลือด
"เยี่ยหลิง... ส่งตัวนางเซียนนั่นมา แล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างสงบ" ผู้นำพรรคมารเอ่ยพลางหัวเราะเสียงแหลม
เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะ หยัดกายตรงขึ้นดุจยอดเขาที่ไม่มีวันโอนอ่อน "ข้าเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร โดยเฉพาะคนที่มีกลิ่นตัวเหม็นเน่าเหมือนซากศพเดินได้เช่นพวกเจ้า"
"งั้นก็จงดับสูญไปพร้อมกับความเย่อหยิ่งนั่นเสีย!"
สิ้นคำสั่ง พลังปราณสีดำพุ่งทะยานจากอักขระบนพื้น ดั่งโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นกระชากร่างของเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียนให้ทรุดลง พื้นดินสั่นสะเทือน เลือดในกายของเยี่ยหลิงเริ่มเดือดพล่านเมื่อถูกพลังประหลาดดึงดูด ทว่าเขากลับระเบิดปราณกระบี่ออกมาต้านทานอย่างบ้าคลั่ง
"ไป่หลิง! ร่ายกระบวนท่าเหมันต์นิรันดร์เสีย ข้าจะเปิดช่องว่างให้!"
ไป่หลิงเซียนไม่ลังเล นางหมุนตัวกลางอากาศ ร่างกายดุจผีเสื้อสีขาวท่ามกลางพายุหิมะ ฝ่ามือเรียวงามผลักดันพลังปราณสีขาวบริสุทธิ์ออกไป ปะทะกับโซ่ตรวนสีดำจนเกิดระเบิดพลังมหาศาล เยี่ยหลิงอาศัยจังหวะที่ค่ายกลสั่นคลอน พุ่งทะยานเข้าหาศัตรูคนแรกด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
*ฉัวะ!*
ศีรษะของศัตรูคนแรกกระเด็นหลุดจากบ่า กระบี่โลหิตกรีดผ่านอากาศเป็นเส้นสายสีแดงสด เยี่ยหลิงไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขารุกคืบราวกับปีศาจกระหายเลือด กระบวนท่ากระบี่ของเขาผสานด้วยวิชาบ่มเพาะที่โหดเหี้ยม ดุดัน ทรงพลัง และแฝงไว้ด้วยความสง่างามของจอมยุทธ์ผู้ทรนง
อย่างไรก็ตาม ค่ายกลไม่ได้ถูกทำลายโดยง่าย อักขระสีม่วงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ลมหายใจของเยี่ยหลิงเริ่มติดขัด เลือดสีแดงหยดลงบนพื้นหิน แต่มันกลับไม่ซึมลงดิน หากแต่พุ่งกลับขึ้นไปในอากาศเพื่อกลายเป็นอาวุธที่หันมาเล่นงานเขาเอง
"เจ้าพวกนี้... วางแผนมาดีไม่น้อย" เยี่ยหลิงเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาคมกริบจดจ้องไปยังใจกลางของค่ายกลที่ซ่อนอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่
"เยี่ยหลิง ดูนั่น!" ไป่หลิงเซียนตะโกนขึ้น สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ศัตรู แต่จ้องมองไปยังท้องฟ้าที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาดดั่งโลหิต
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาในสมรภูมิ เสียงนั้นมิใช่เสียงของศัตรูพรรคมาร แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่เยี่ยหลิงคุ้นเคยจนหัวใจกระตุกวูบ มันคือเสียงระฆังทองที่เขาเคยได้ยินในหุบเขาที่อาจารย์เคยพำนักอยู่
ร่างในชุดขาวสะอาดสะอ้านก้าวออกมาจากความมืดมิด ชายผู้นั้นสวมหน้ากากกิเลน ใบหน้าครึ่งหนึ่งที่เปิดเผยให้เห็นคือชายวัยกลางคนที่เยี่ยหลิงสาบานว่าจะต้องสังหารด้วยมือของตนเอง... คนที่เคยหักหลังสำนักของเขาเมื่อสิบปีก่อน!
"ศิษย์น้อง... ไม่เจอกันนานเลยนะ" ชายสวมหน้ากากเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยี่ยหลิงจดจำได้ดีที่สุดในชีวิต
เยี่ยหลิงชะงัก กระบี่ในมือสั่นไหวเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่สั่งสมจนแทบจะระเบิดออกในอก "ท่านอาจารย์อา... ข้าตามหาท่านจนแทบพลิกแผ่นดิน"
ชายผู้นั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชี้กระบี่มาที่เขา "ไม่ต้องรีบร้อน วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้า แต่ข้ามาเพื่อเตือน... ว่าสิ่งที่เจ้ากำลังปกป้องอยู่นั้น คือสิ่งที่กำลังจะทำลายเจ้าเสียเอง"
คำพูดนั้นทำให้ไป่หลิงเซียนถึงกับเบิกตากว้าง นางหันมามองเยี่ยหลิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม กระบี่ในมือของเยี่ยหลิงหยุดนิ่ง ความสงสัยดุจหยดหมึกที่หยดลงในแก้วน้ำใสเริ่มกระจายตัว ความเชื่อใจที่เขามีต่อนางเซียนถูกท้าทายด้วยถ้อยคำเพียงประโยคเดียว
ทันใดนั้น ค่ายกลดักจับเซียนที่เคยแผ่พลังสีม่วงก็เปลี่ยนสีเป็นสีทองอร่าม มันไม่ใช่ค่ายกลของพรรคมาร แต่มันคือค่ายกลสำนักกระบี่นภาที่ควรจะสาบสูญไปนานแล้ว!
ทุกอย่างรอบตัวพลันเงียบสงัดลงอย่างประหลาด... จนกระทั่งเสียงดนตรีดีดพิณเบาๆ ดังมาจากเบื้องบนฟากฟ้า ท้องฟ้าที่แตกสลายออก เผยให้เห็นดวงตาขนาดยักษ์คู่หนึ่งที่จ้องมองลงมายังพวกเขาจากมิติเบื้องบน
นี่ไม่ใช่แค่การไล่ล่าของพรรคมาร... แต่นี่คือทัณฑ์สวรรค์ที่ถูกลิขิตมาตั้งแต่อดีตชาติ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับโชคชะตาที่พลิกผันของเยี่ยหลิงในบทนี้นะครับ แล้วพบกันตอนหน้าครับ!
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 11
การไล่ล่าของพรรคมาร
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!