กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 13

ร่องรอยแห่งบรรพกาล

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กาน้ำชาเคลือบหยกในมือของไป่หลิงเซียนแหลกละเอียดเป็นผุยผงโดยปราศจากเสียงเตือน เศษกระเบื้องผสมไอร้อนระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ณ ศาลาแปดเหลี่ยมยอดเขาเมฆาคล้อย ภายในรัศมีร้อย丈รอบตัวนาง พื้นดินและใบไม้ถูกเคลือบด้วยชั้นน้ำแข็งสีครามเข้มทันทีอย่างไร้ซุ่มเสียง สะท้อนถึงจิตสังหารที่ไร้รูปร่างแต่ทรงพลังจนฉีกกระชากมิติรอบด้านให้บิดเบี้ยว คำกล่าวที่ว่า *'อาจารย์ของท่านยังไม่ตาย'* ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของเยี่ยหลิงราวกับเสียงระฆังสำริดที่ตีซ้ำจากก้นบึ้งของขุมนรก ดวงตาคมกริบของเยี่ยหลิงหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย เลือดในกายที่เคยไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งยามเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ บัดนี้กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี กระบี่โลหิตที่สะพายอยู่บนหลังส่งเสียงคำรามฮùมฮ่ามเบาๆ คล้ายมันรับรู้ถึงจิตสังหารอันบ้าคลั่งที่ผู้เป็นนายพยายามกดขี่เอาไว้ "เจ้า... พูดว่ากระไรนะ?" เสียงของเยี่ยหลิงแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับที่ทำให้มิติรอบตัวสั่นสะเทือน ไป่หลิงเซียนมิได้ตอบคำทันที นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปลายจางๆ ของเส้นผมสีเงินยวดยวงไหวตามสายลมปราณที่ปั่นป่วน นัยน์ตาคู่นงามที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับฉายแววคลื่นใต้น้ำอันซับซ้อน นางปรายตามองเศษซากกาน้ำชาบนโต๊ะหิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สั่นน้อยๆ อย่างยากจะสังเกต "ข้าไม่ได้หูหนวน และเจ้าก็ไม่ได้หูฝาด... เยี่ยหลิง แหล่งที่มาของทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้าเมื่อคราวก่อน หาใช่ความพิโรธของฟ้าดินไม่ หากแต่เป็น 'ค่ายกลผนึกโลหิตหมื่นวิญญาณ' ซึ่งมีเพียงผู้เดียวในยุทธภพยุคบรรพกาลที่บรรลุถึงขั้น... 'เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์' จึงจะถ่ายทอดพลังระดับนั้นลงมาได้" "อาจารย์... เฒ่าสารเลวผู้นั้น..." เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา "เขาสอนข้าให้จับกระบี่ บอกข้าว่าวิถีกระบี่คือความเที่ยงธรรม ชี้ทางให้ข้าเหยียบย่างขึ้นสู่จุดสูงสุดของยุทธภพ แต่แล้วเขากลับเป็นคนสลักรอยประทับทัณฑ์สวรรค์นี้ไว้ในวิญญาณของข้าตั้งแต่เมื่อสามร้อยปีก่อนงั้นรึ!" "ฮ่าๆๆๆๆ! ช่างน่าขัน! ช่างน่าขันสิ้นดี!" เสียงหัวเราะของเยี่ยหลิงสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา ฝูงสัตว์อสูรน้อยใหญ่ในรัศมีสิบหลี้ต่างหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่ระเบิดออกมาอย่างไร้การควบคุม ในห้วงสมุทรจิตวิญญาณของเยี่ยหลิง เจ้าอสูรจันทราที่ขดตัวนอนอยู่บนบัลลังก์กระดูก ม้วนหางหนาเตอะของมันลุกขึ้นยืน ดวงตาสีเพลิงคู่มหึมาจ้องมองผ่านจิตของนายหนุ่ม พลางแค่นเสียงเยาะเย้ยในลำคอ *(ฮึ่ม! เจ้าเฒ่าแซ่หลี่ผู้นั้น สมัยก่อนตอนที่ข้ายังอาละวาดอยู่เก้าชั้นฟ้า มันใช้กระบี่ไม้ไผ่เล่มเดียวไล่หวดข้าจนหางจุกตูด ข้าก็นึกว่ามันบรรลุวิถีเซียนจนสลายร่างไปตามกฎแห่งฟ้าดินแล้ว ที่แท้... ตาแก่หนังเหนียวผู้นี้ยังซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง หึๆๆ น่าสนใจยิ่งนัก)* "เจ้าอสูร หุบปากของเจ้าไปซะ!" เยี่ยหลิงส่งกระแสจิตตวาดก้องในใจ *(ข้าพูดความจริงนี่ไอ้หนู! หากตาแก่ร้อยพิษนั่นยังไม่ตาย ย่อมหมายความว่า 'ศิลาบรรพกาล' ที่บันทึกเคล็ดวิชาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินและเบาะแสการก้าวข้ามขอบเขตเซียนแท้จริง ย่อมอยู่ในมือมัน!)* เจ้าอสูรจันทราหัวเราะหึๆ อย่างเจ้าเล่ห์ *(หากพวกเราไม่ไปขุดรากถอนโคนมันออกมาระบายความแค้น เกรงว่าชื่อเสียง 'กระบี่โลหิต' ของเจ้าคงกลายเป็นเรื่องตลกให้พวกบรรพชนรุ่นเก่าหัวเยาะเย้ยจนฟันร่วงหมดปาก)* เยี่ยหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก3ครา แววตาดุดันค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงประกายความเย็นยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม เขาหันไปมองไป่หลิงเซียนที่ยังคงยืนนิ่ง นางก้าวเข้ามาใกล้เขาช้าๆ กลิ่นอายความเย็นเยือกจากกายของนางช่วยบรรเทาไอสังหารที่แผดเผาในร่างของเขาลงได้บ้าง "เจ้ามีเบาะแสสินะ" เยี่ยหลิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าจับจ้องไปที่ดวงตาของนาง ไป่หลิงเซียนพยักหน้าช้าๆ นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ม้วนแผนที่หนังอสูรเก่าคร่ำคร่าสีเหลืองหม่นแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะหิน อักขระโบราณบนแผนที่เปล่งแสงเรืองรองสีครามจางๆ ทันทีที่สัมผัสกับลมปราณ "นี่คือ... 'บันทึกแดนล่มสลาย' ที่ข้าค้นพบจากคลังสมบัติลับของหุบเขาเหมันต์เมื่อร้อยปีก่อน" ไป่หลิงเซียนใช้นิเรียวเรียวดั่งหยกชี้ไปยังจุดสีดำสนิทใจกลางเทือกเขาไร้ชื่อแห่งหนึ่ง "ในบันทึกระบุไว้ว่า หลังจากการหายตัวไปของปรมาจารย์กระบี่หลี่เทียนเจี้ยน (อาจารย์ของเจ้า) มีร่องรอยการบิดเบี้ยวของมิติปรากฏขึ้น ณ 'ซากปรักหักพังแห่งยุคบรรพกาล' ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดของเขตแดนรกร้างบูรพา" "ซากปรักหักพังแห่งยุคบรรพกาล..." เยี่ยหลิงทวนชื่อนั้นช้าๆ สัมผัสได้ถึงความกดดันอันโบราณกาลที่แผ่ออกมาจากตัวอักษรบนแผนที่ "ใช่" ไป่หลิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางฉายความกังวลใจวูบหนึ่ง แม้จะรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็น แต่วิญญาณที่ผูกพันกันทำให้เยี่ยหลิงรับรู้ได้ทันที "สถานที่แห่งนั้นถูกผนึกด้วยค่ายกลสวรรค์เก้าทับซ้อน แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตเซียนแท้จริงหากก้าวล้ำเข้าไปโดยปราศจาก 'กุญแจ' ย่อมต้องถูกบดขยี้จนวิญญาณแตกดับไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี และกุญแจดอกนั้น..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่ง "...คือโลหิตของทายาทสายตรงผู้สืบทอดวิถีกระบี่โลหิต... ซึ่งก็คือตัวเจ้า เยี่ยหลิง" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลมปราณรอบศาลาแปดเหลี่ยมหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น เยี่ยหลิงก้มมองมือข้างที่ถือกระบี่โลหิตของตนเอง มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทาย "ฟ้าดินกำหนดให้ข้าเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานของเขา..." เยี่ยหลิงก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวไป่หลิงเซียน กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์หลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ ปลายจมูกของทั้งสองห่างกันเพียงคืບเดียว จนไป่หลิงเซียนต้องชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ "แต่ตราบใดที่กระบี่ในมือข้ายังไม่หัก..." เยี่ยหลิงกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังสั่นสะท้อนลึกลงไปในหัวใจของสحيตสาว "ต่อให้เป็นฟ้าดินหรืออาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิถีกระบี่ของข้า... ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันออกเป็นสองซีกให้ดู!" หัวใจของไป่หลิงเซียนกระตุกวูบ ความเย็นชาที่นางสะสมมานับร้อยปีราวกับถูกเปลวเพลิงแห่งความทะนงตนของบุรุษตรงหน้าหลอมละลายจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม นางเม้มริมฝีปากแน่น ยื่นมือเรียวดั่งหยกออกไปกุมด้ามกระบี่โลหิตไว้ร่วมกับเขา ฝ่ามือของนางเย็นเฉียบ ทว่ากลับสั่นเทาน้อยๆ ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ "ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะไปกับเจ้า" ไป่หลิงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล "ไม่ว่าจุดสิ้นสุดของเส้นทางนั้นจะเป็นเซียนหรือมาร หากต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ข้า... จะยืนหยัดเคียงข้างเจ้าเอง" *เปรี้ยง!* ฉับพลันนั้น ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเหนือหุบเขาเมฆาคล้อยก็พลันมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆสีดำทะมันทอดยาวปกคลุมนับหมื่นลี้ สายฟ้าสีทองคำเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางศาลาแปดเหลี่ยมอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงระเบิดสั่นสะเทือนจนภูเขาทั้งลูกสั่นสะทราน ทว่า สิ่งที่ทำให้เยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียนต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หาใช่สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ไม่ แต่เป็น... ร่างของชายชราในชุดคลุมสีขาวขาดวิ่นผู้หนึ่ง ที่ยืนไขว่ห้างอยู่บนสายฟ้าเส้นนั้นอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงตะวันคู่! ชายชราผู้นั้นกวาดตามองทั้งสองคน ก่อนจะยกย่องพยักหน้าช้าๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของมังกรบรรพกาล "ดี... ดีมาก... ศิษย์รักของข้า ในที่สุดเจ้าก็ค้นพบเบาะแสนี้เสียที... รู้ไหมว่า ข้ารอคอยวันที่เจ้าจะมา 'ทวงคืน' ศิรินี้ด้วยชีวิตของเจ้า... มานานแค่ไหนแล้ว!" --- ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานผ่านแดนเซียนไปพร้อมกับข้าครับ — ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%