โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผนึกศิลาคูหาจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงคำรามของมังกรพิโรธ ไออสูรสีดำทมิฬที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเยี่ยหลิงในยามนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พลังปราณที่ไร้รูปร่าง หากแต่มันคือเงาอสูรบรรพกาลที่กัดกินสติสัมปชัญญะของเขาจนเกือบสิ้นซาก พื้นถ้ำโบราณสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง อักขระโบราณที่สลักไว้บนผนังเพื่อกดทับพลังมารบัดนี้แตกสลายกลายเป็นผุยผงทีละตัวๆ
"ฮ่าๆๆๆ! เจ้าหนูเยี่ย... เจ้าคิดว่าร่างกายมนุษย์อันเปราะบางดั่งกิ่งไม้นี้ จะแบกรับพลังของข้า ‘เจ้าอสูรจันทรา’ ไปได้ตลอดรอดฝั่งงั้นหรือ? มารดาข้าเถอะ! หากเจ้ายังฝืนโคจรลมปราณทลายจุดชีพจรเช่นนี้ มีหวังร่างของเจ้าได้แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงก่อนจะได้ล้างแค้นให้อาจารย์เสียอีก!"
เสียงหัวeเราะก้องกังวานและถ้อยคำกวนประสาทดังขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเยี่ยหลิง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจในนาทีนี้ ความเจ็บปวดจากการทะลวงขอบเขตพลังขั้นที่เก้าแผดเผาทุกอณูผิวราวกับถูกโยนลงไปในเตาหลอมโลหิต เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและใบหน้า ดวงตาข้างหนึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตที่หลั่งรินจากสรวงสวรรค์
ทว่า ท่ามกลางพายุอสูรที่บ้าคลั่ง ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูของไป่หลิงเซียนกลับยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างไม่สะท้านสะเทือน
นางเซียนผู้ไร้ใจ... ผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามนางเช่นนั้นด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครเคยเห็นรอยยิ้มหรือน้ำตาของเทพธิดาแห่งหุบเขาเหมันต์ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งนั้นมีหัวใจเต้นอยู่หรือไม่ จนกระทั่งวันนี้... วันที่กระบี่โลหิตของเยี่ยหลิงแว้งกัดผู้เป็นนายเนื่องจากธาตุไฟเข้าแทรก
"ถอยไป..." เยี่ยหลิงเค้นเสียงคำรามออกมาจากลำคอ ดวงตาที่เกือบถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณดิบจ้องมองร่างระหงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม "ข้าควบคุมมันไม่ได้... ออกไปให้พ้น ไป่หลิงเซียน!"
"หุบปากของเจ้าเสีย, เยี่ยหลิง"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงอำนาจดุจสายน้ำค้างกลางฤดูหนาว แต่นัยน์ตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่ากลับไหววูบดั่งผิวน้ำยามถูกลมพัดผ่าน นางไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว กลับก้าวเข้าไปประชิดร่างที่กำลังคุ้มคลั่งของเขา พร้อมกับยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปกดลงบนจุดชีพจรกลางหน้าอกของเขาอย่างแม่นยำ
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระแทกของไออสูรและลมปราณเหมันต์ปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงระเบิดก้องกังวานในหู ไป่หลิงเซียนสะท้านเฮือก ร่างเพรียวบางกระตุกวูบ ใบหน้าที่เคยงดงามราวกับรูปสลักไร้ที่ติบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด หยาดโลหิตสีแดงสดไหลรินออกจากมุมปากของนาง หยดลงบนอาภรณ์สีขาวสะอาดจนกลายเป็นรอยด่างดวงคล้ายดอกเหมันต์สีเลือดบานสะพรั่ง
"เจ้า... ทำบ้าอะไรลงไป!" เยี่ยหลิงเบิกตากว้าง ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกอสูรแผดเผายังไม่เท่ากับความหนقหน่วงที่บีบรัดหัวใจในยามที่เห็นหยดเลือดนั้น
"ข้ากำลังช่วยเจ้า... ควบคุมสัตว์เดรัจฉานในตัวเจ้าต่างหาก" ไป่หลิงเซียนกล่าวด้วยลมหายใจที่เริ่มติดขัด เคล็ดวิชา ‘เหมันต์นิรันดร์’ ของนางถูกแผดเผาด้วยไออสูรระดับบรรพกาลจนพลังลมปราณย้อนกลับเข้าสู่ตันเถียน ร่างกายของนางกำลังถูกความร้อนรุ่มจากพิษอสูรกัดกินจากภายในสู่ภายนอก
"เจ้าเซียนโง่! นังหนูผู้นี้กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อกดผนึกไออสูรให้เจ้า!” เสียงของเจ้าอสูรจันทราในกระบี่ตะโกนลั่นด้วยความตกใจ "หากนางไม่ใช้พลังจิตวิญญาณทั้งหมดสกัดจุดชีพจรเชื่อมโยงกับหัวใจของนางเอง เจ้าได้กลายเป็นเดรัจฉานกระหายเลือดที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ไปแล้ว! และนาง... นางก็จะธาตุไฟแตกซ่านตามเจ้าไปเช่นกัน!"
เยี่ยหลิงรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ภาพของอาจารย์ที่เคยสิ้นใจในอ้อมแขนเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาในหัว ความรู้สึกผิดบาปและความไร้พลังพุ่งพล่านขึ้นมาจุกอกจนแทบกระอัก
*ข้าปกป้องใครไม่ได้อีกแล้วหรือ? แม้กระทั่งนาง... สตรีที่เข้ามาในชีวิตเพื่อเปลี่ยนความหนาวเหน็บให้มีร่องรอยของความอบอุ่น ข้าก็ยังจะต้องเป็นคนทำลายชีวาวันของนางด้วยมือคู่นี้เองงั้นหรือ?*
"ไม่... ข้าไม่ยอม!"
เยี่ยหลิงแผดเสียงคำรามสะท้านฟ้า เขาฝืนรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ทั้งหมด ทะยานจิตวิญญาณเข้าสู่ห้วงลึกแห่งจิตใต้สำนึกเพื่อต่อสู้กับเจ้าอสูรจันทรา ปลายกระบี่โลหิตในมือสั่นระริก ปราณกระบี่สีชาดแผ่พุ่งออกมาราวกับจะฉีกกระชากมิติให้ขาดออกจากกัน ทว่าในขณะที่เขากำลังจะกดข่มไออสูรลงไปได้สำเร็จ ร่างของไป่หลิงเซียนที่ทานทนพิษไม่ไหวก็ทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของเขา
"ไป่หลิงเซียน!"
เยี่ยหลิงรับร่างนั้นไว้ทันเวลา ลมหายใจของนางแผ่วเบาราวกับสายลมที่ใกล้จะมอดดับ ดวงตากลมโตคู่นั้นค่อยๆ ปิดลงอย่างอ่อนล้า ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากตัวนางเข้าสู่ร่างกายของเขา แต่นั่นไม่ใช่ความเย็นจากเคล็ดวิชาเซียน หากแต่มันคือความเย็นเยียบของความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"เจ้า... ร้องไห้ทำไมกัน..." เสียงกระซิบแผ่วเบาราวเสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียวของนาง "ข้า... ไม่เคยกลัวความตาย... แต่การไม่มีเจ้าให้อยู่รังควาน... ข้าคงเหงาเกินไป..."
นี่คือคำสารภาพจากปากของเทพธิดาผู้เย็นชาผู้ไม่เคยแยแสต่อโลกหล้า!
เยี่ยหลิงขบกรามแน่นจนเลือดซึม ความโกรธแค้นต่อโชคชะตาและความไร้พลังของตนเองระเบิดออกเป็นแสงสว่างวาบสีทองแดงและสีแดงฉานที่ปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำ เขาตระหนักแล้วว่า ในยุทธภพที่ไร้ซึ่งความปรานีแห่งนี้ หากเขาต้องการปกป้องคนที่เขารัก เขาก็ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และเซียนไปให้ได้!
ทว่า... ในวินาทีที่เยี่ยหลิงกำลังจะถ่าย
โอนลมปราณเฮือกสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิตนาง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากปากทางเข้าถ้ำ พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลของยอดฝีมือระดับบรรพกาลที่แผ่พุ่งเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางหลบหนี
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบคนปรากฏขึ้น พร้อมกับกระบี่นับร้อยเล่มที่ชี้ตรงมายังพวกเขา และผู้ที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าสุดคือบุคคลที่เยี่ยหลิงคิดไม่ถึงที่สุด—ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่สวรรค์ ผู้ซึ่งควรจะตายไปพร้อมกับอาจารย์เมื่อสิบปีก่อน!
"ศิษย์น้องรอง... เจ้าซ่อนตัวได้ดีไม่เลวเลยนี่" เสียงหัวسเราะเย็นเยียบดังขึ้น พร้อมกับปลายกระบี่ที่อาบยาพิษร้ายแรงซึ่งพุ่งตรงมาหมายปลิดชีพไป่หลิงเซียนที่กำลังไร้ทางสู้ในอ้อมแขนของเขา!
---
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานผ่านแดนเซียนไปพร้อมกับข้าครับ — **ลั่วอสูรหมื่นภูผา**
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 14
คำสาปแห่งการบำเพ็ญ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!