โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาเย็นเยียบ เกิดเสียงกังวานคล้ายเสียงคำรามแผ่วเบาของมังกรหลับไหล ในถ้ำศิลามารบูรพาเวลานี้ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ นอกจากลมหายใจที่โรยรินดั่งเปลวเทียนใกล้ดับของสตรีผู้หนึ่ง ไป่หลิงเซียน... เทพธิดาแห่งหุบเขาเหมันต์ผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งค้างฟ้า บัดนี้เรือนร่างบอบบางกลับปกคลุมด้วยไอพิษสีม่วงเข้ม เส้นชีพจรทั่วร่างปูดโปนจนน่ากลัว ไอเย็นที่เคยใช้กดดันศัตรูในยุทธภพสะท้อนกลับเข้ากัดกินร่างนางเองจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมริมฝีปาก
"อย่าทำเช่นนี้... เยี่ยหลิง"
เสียงของนางแหบพร่าและสั่นเทา ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ บัดนี้กลับฉายแวววอน
เยี่ยหลิงไม่ตอบคำ เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้านาง สองมือประสานกันเป็นเคล็ดวิชา แววตาของจอมยุทธ์ผู้ใช้กระบี่โลหิตดุดันและเด็ดเดี่ยว ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่แพ้กัน เม็ดเหงื่อกาฬไหลรินตามกรอบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยการผ่านศึก เขารู้ดีว่าการกระทำครั้งนี้หมายถึงอะไร... การแบ่ง ‘พลังเซียนบรรพกาล’ ครึ่งหนึ่งออกจากตันเถียน เพื่อถ่าย
โอนเข้าสู่ร่างของนาง คือการเอาชีวิตของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
"ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้ว ว่าข้าไม่ใช่คนดี" เยี่ยหลิงเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแหบแห้งจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ข้าคืออสูรผู้เหี้ยมโหดในสายตาชาวยุทธ... แต่ข้าไม่มีวันยอมให้สตรีที่ข้า... ยอมใช้ชีวิตปกป้อง ต้องมาดับสูญต่อหน้าต่อตาข้าเป็นอันขาด"
*"เฮอะ เจ้ามนุษย์โง่เขลา! เอาพลังเซียนที่ข้าอุตส่าห์กลืนกินมากับมือ ไปช่วยหญิงงามหัวใจน้ำแข็งผู้นี้ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเซียนผู้เสียสละรึไง?"*
เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ เจ้าอสูรจันทราที่ถูกผนึกอยู่ในกระบี่โลหิตส่งกระแสจิตเย้ยหยันผ่านห้วงสำนึก
*“หุบปากของเจ้าไปซะ! ถ้าชะตากรรมของนางต้องขาดสะบั้นลงที่นี่ กระบี่โลหิตในมือข้าคงไร้ความหมายไปตลอดกาล”* เยี่ยหลิงตอบกลับในห้วงความคิดด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนตัวกระบี่สั่นสะเทือน
ไป่หลิงเซียนส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาใสไหลรินผ่านแก้มที่ซีดเซียว นางยื่นมืออันสั่นเทามาสัมผัสข้อมือของเขา "ถ้าท่านแบ่งพลังให้ข้า... ตันเถียนของท่านจะแตกสลาย... กระบี่โลหิตจะย้อนกลับมาแผดเผา วิญญาณของท่านจะแตกดับชั่วนิรันดร์... ข้าไม่คุ้ม... ข้าไม่คู่ควร..."
"ความคุ้มค่าอะไรกัน?" เยี่ยหลิงเอื้อมมือไปกุมมืออันเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นจากฝ่ามือของตนเข้าสู่ปลายนิ้วของนาง "ในยุทธภพนี้ ข้าเดินเดี่ยวมาตลอดชีวิต เหยียบย่างบนกองเลือดและซากศพจนชินชา มีเพียงเจ้า... ไป่หลิงเซียน ที่ทำให้ข้ารู้สึกว่า โลกใบนี้ยังมีความงดงามหลงเหลืออยู่ หากข้าต้องสูญเสียเจ้าไป ต่อให้ข้าครอบครองใต้หล้า เป็นเจ้าสำนักมาร หรือแม้แต่บรรลุเป็นเซียนผู้ไร้เทียมทาน... มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า!"
สิ้นคำพูดของเขา เยี่ยหลิงไม่รอช้า นิ้วมือทั้งสองข้างชี้เข้าหากลางหน้าอกของตนเอง พลังปราณสีโลหิตพวยพุ่งระเบิดออกจากร่างราวกับภูเขาไฟปะทุ แสงสีทองเจิดจ้าผสมผสานกับไอโลหิตหลอมรวมเป็นอักขระเซียนโบราณนับหมื่นตัวลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ
"เคล็ดกระบี่โลหิต... ผสานวิญญาณพลิกฟ้า!"
เขาร่ายคาถาด้วยน้ำเสียงกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น ถ้ำศิลามารสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินจะถล่ม รอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตามผนังหิน อักขระเวทพุ่งเข้าสู่ร่างของไป่หลิงเซียนดั่งกระแสน้ำวน นางสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อกระแสพลังอันยิ่งใหญ่และอบอุ่นไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรที่กำลังจะเน่าเปื่อยของตน
"เยี่ยหลิง... หยุดนะ!" นางกรีดร้องสุดเสียง ร่างกายของนางลอยเคว้งขึ้นด้วยแรงกดดันของพลังเซียนที่ถูกถ่ายโอน ไอพิษสีม่วงถูกขับไล่ออกทางปลายนิ้วจนหมดสิ้น สีหน้าของนางเริ่มกลับมามีเลือดฝาด ทว่าในขณะเดียวกัน ใบหน้าของเยี่ยหลิงกลับซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน ราวกับมีกระบี่นับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าที่หัวใจ
พลังเซียนครึ่งหนึ่งถูกดึงออกไป! ตันเถียนของเยี่ยหลิงเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ เลือดสดๆ ทะลักออกจากมุมปากของเขาย้อมอาภรณ์สีดำสนิทจนชุ่มโชก ร่างกายของจอมยุทธ์หนุ่มเซถลาเกือบทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ทว่าเขายังคงฝืนยืนหยัดด้วยปลายกระบี่โลหิตที่ปักค้ำยันพื้นศิลาไว้
ไป่หลิงเซียนร่วงหล่นลงสู่อ้อมแขนของเขา นางรับรู้ได้ถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นในร่างกายตนเอง แต่หัวใจกลับเจ็บปวดราշจะแตกสลายเมื่อเห็นสภาพของบุรุษผู้ยอมแลกทุกอย่างเพื่อนา
"ทำไม... ทำไมท่านถึงโง่เขลาถึงเพียงนี้..." ไป่หลิงเซียนโอบกอดร่างที่กำลังสั่นเทาของเขาไว้ น้ำตาของนางหยดลงบนบ่าของเยี่ยหลิง ความเย็นชาทั้งหมดในหัวใจของนางถูกหลอมละลายจนไม่เหลือเค้าเดิม
เยี่ยหลิงยกยมุมปากขึ้น รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความกวนประสาทและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเซียว "ข้าบอกแล้ว... ว่าข้าเป็นคนเอาแต่ใจ... สิ่งที่ข้าอยากปกป้อง ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หรือแม้แต่ลากพวกมันลงนรกขุมที่สิบ... ข้าก็ไม่มีวันปล่อยมือ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังบีบคั้นและเต็มไปด้วยความอาทรลึกซึ้งนั้นเอง...
บรรยากาศโดยรอบถ้ำศิลามารกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกยะเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี เสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกดั่งมาจากขุมนรกก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องนอก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาทีละก้าว พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่แทบหยุดชะงัก
"ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งยิ่งนัก... จอมยุทธ์ผู้เกรียงไกร ยอมสละพลังเซียนครึ่งหนึ่งเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี..."
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมา ใบหน้าครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากกระดูกอสูร ดวงตาส่อประกายอำมหิตกระหายเลือด และในมือของมัน... คือป้ายคำสั่งโบราณที่สลักตราพญามารโลหิต ซึ่งเยี่ยหลิงจำได้แม่นยำว่าเป็นของ 'ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมารสวรรค์' ผู้ที่ควรจะดับสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานผ่านแดนเซียนไปพร้อมกับข้าครับ — **ลั่วอสูรหมื่นภูผา**
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 15
แลกเปลี่ยนจิตวิญญาณ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!