กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งจนแสบนาสิก... ท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักกระบี่เมฆาผัน ร่างไร้วิญญาณของ "เฝิงอี้" สหายร่วมเป็นร่วมตายกลับนอนจมกองเลือดอย่างไร้การตอบสนอง ดวงตาเบิกโพลงค้างราวกับยังคาใจในความอัปยศและความตายอันกะทันหันนี้ ปราณแท้จริงในร่างของเขามอดดับลงอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเพียงศพไร้ค่าในสายตาของเหล่ามารอสูรโลกันตร์ที่รายล้อม
เยี่ยหลิงยืนนิ่งค้าง กระบี่โลหิตในมือสั่นระริก ปราณกระบี่สีชาดแผ่พุ่งจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว ร่างกายของเขาร้อนรุ่มราดด้วยไฟโทสะที่แผดเผาจากก้นบึ้งจิตวิญญาณ
"ไอ้พวกสวะเดรัจฉาน..." เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของเยี่ยหลิงดังก้องราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก ดวงตาคมกริบแดงก่ำเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แทบจะฉีกกระชากฟ้าดินเป็นจุล
*‘เจ้านาย ใจเย็นก่อน! ปราณมารในกายพวกมันแปลกประหลาดนัก หากเจ้าบุกเข้าไปทั้งที่จิตใจพั่นพูเช่นนี้ มีแต่จะตกหลุมพรางของค่ายกลดูดวิญญาณพวกมัน!’* เสียงของเจ้าอสูรจันทราดังขึ้นในห้วงจิตด้วยความร้อนรน แม้แต่สัตว์อสูรบรรพกาลที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนยังต้องหวาดหวั่นต่อกลิ่นอายความตายที่ปกคลุม ณ ที่แห่งนี้
ทว่า ยามนี้คำเตือนใดๆ ก็ไม่อาจทะลวงผ่านเปลวเพลิงแห่งความแค้นไปได้ เฝิงอี้คือผู้ที่เคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตเขาในหุบเขาอสูรคลั่ง ยามนี้สหายผู้พี่กลับต้องมาจบชีวิตลงต่อหน้าต่อตาโดยที่เขายังไม่ทันได้แม้แต่จะสะบัดกระบี่ช่วยชีวิต
ฉับพลันนั้น ร่างระหงในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะก็ก้าวเข้ามาหยุดเบื้องหน้าเยี่ยหลิง
ไป่หลิงเซียน... เทพธิดาแห่งหุบเขาเหมันต์ผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดต่อโลกหล้า ใบหน้างดงามราวภาพวาดประดับด้วยความเยียบเย็นเป็นนิจศีล ทว่ายามนี้ นัยน์ตาคู่งามกลับไหววับดุจผิวน้ำในฤดูหนาวที่กำลังถูกคลั่งซัดสาด นางมองศากของเฝิงอี้แวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับเยี่ยหลิง
ไม่มีคำพูดปลอบโยนใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบนั้น... เพราะในวิถีเซียน การสูญเสียคือสัจธรรม ทว่าการสูญเสียสหายร่วมทางในยามวิกฤตย่อมหมายถึงรอยร้าวในจิตใจที่ไม่มีวันประสาน
"ถอยไปหลิงเซียน..." เยี่ยหลิงเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามสะบัดแขนเสื้อเพื่อกันนางออกไป "หนี้เลือดนี้ ข้า... เป็นผู้ต้องสะสางด้วยชีวิตของพวกมัน"
"เจ้าคิดว่ามีเพียงเจ้าคนเดียวหรือที่มีหัวใจ?" ไป่หลิงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจน้ำแข็ง แต่มันกลับสั่นเครือเล็กน้อยในพยางค์สุดท้าย มือเรียวดุจหยกขาวค่อยๆ ยกขึ้นกระชับกระบี่เซียนเหมันต์ในมือ ประกายแสงสีฟ้าครามแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงถึงจุดเยือกแข็งในพริบตา
นางไม่ได้ถอย... แต่นางก้าวขึ้นมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่เขา เผชิญหน้ากับกองทัพมารนับร้อยที่กำลังหัวเราะเยาะเย้ย
"ฮ่าๆๆๆ! นึกว่าจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักกระบี่โลหิตจะแน่สักแค่ไหน ที่แท้ก็เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ที่ยืนมองสหายตายห่าต่อหน้า!" ผู้นำนิกายมารโลหิต นามว่า "อวี้เทียนโม่" แผדเสียงหัวเราะก้องกังวาน มันก้าวออกมาจากเงาเมฆหมอกสีดำทะมัดทลาย มือข้างหนึ่งถือกระดูกมนุษย์เป็นอาวุธ แววตาดุดร้ายจ้องมองไปที่ไป่หลิงเซียนด้วยความโลภโมโทสัน "ส่วนนางเซียนผู้ไร้ใจแห่งหุบเขาเหมันต์... วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงรสชาติของการถูกบดขยี้วิญญาณ ว่ามันทรมานยิ่งกว่าความตายสักแค่ไหน!"
สิ้นคำพูดของอวี้เทียนโม่ ไป่หลิงเซียนก็พลันเงยหน้าขึ้น
ปัง!
คลื่นพลังลมปราณสีฟ้าครามระเบิดออกจากร่างของนางอย่างไร้การควบคุม พายุหิมะและเกล็ดน้ำแข็งนับล้านก่อตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ฤดูกาล ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวกลับถูกย้อมด้วยสีขาวโพลนและไอเย็นยะเยือกที่กัดกินแม้กระทั่งกระแสลม
สภาวะจิตของไป่หลิงเซียนยามนี้... ก้าวข้ามผ่านขอบเขตความสงบเยือกเย็นเข้าสู่ห้วง "คลุ้มคลั่งไร้ใจ" อย่างสมบูรณ์!
นี่คือสภาวะต้องห้ามของผู้บำเพ็ญเพียรสายเซียน เมื่อจิตใจที่บริสุทธิ์ดุจน้ำแข็งถูกแผดเผาด้วยความโกรธเกรี้ยวและรอยแผลจากการสูญเสีย ปราณเซียนจะแปรเปลี่ยนเป็นปราณสังหารที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งแม้กระทั่งตัวเอง
"พวกมัน... ต้องตาย"
เสียงของไป่หลิงเซียนเยือกเย็นยิ่งกว่าความตาย ดวงตาคู่งามที่เคยไร้ประกายอารมณ์ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว นางไม่รอให้เยี่ยหลิงได้เอ่ยทักท้วง ร่างบางพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกสีเงิน ประกายกระบี่เหมันต์กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู พลังปราณระดับครึ่งก้าวสู่แดนเทพเซียนระเบิดออกในคราเดียว สังหารเหล่าสมุนมารนับสิบที่ขวางทางให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในชั่วพริบตา ก่อนจะแตกละเอียดเป็นผุยผง!
"หลิงเซียน! อย่าบุ่มบ่าม!" เยี่ยหลิงคำรามลั่นด้วยความตกใจ ปราณโลหิตในกายระเบิดตามออกไปเพื่อสนับสนุนนางทันที เขารู้ดีว่าหากนางใช้วิชา "เหมันต์สลายวิญญาณ" ในสภาวะคลุ้มคลั่งนี้ อายุขัยและจิตวิญญาณของนางจะต้องแหลกสลายไปพร้อมกับศัตรูอย่างแน่นอน
แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว...
อวี้เทียนโม่เห็นท่าไม่ดีจึงสะบัดกระดูกอาคมในมือ ก่อเกิดเป็นโล่โลหิตหนาทึบเข้าต้านทานการโจมตีของไป่หลิงเซียน พร้อมๆ กับที่สมุนมารนับร้อยระดมซัดพลังโจมตีใส่ร่างของนางจากทุกทิศทุกทาง
ตูม! ตูม! ตูม!
แรงปะทะระดับสะเทือนฟ้าดินทำให้ผืนแผ่นดินแยกออกเป็นร่องลึกนับร้อยวา ไป่หลิงเซียนกระเด็นถอยหลังตามแรงกระแทก มุมปากของนางมีโลหิตสีแดงสดไหลรินตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ทว่าแววตาของนางกลับยิ่งดุดันและไร้ซึ่งความกลัว
"ตายซะ!" นางประสานอินด้วยมือข้างเดียว กระบี่เซียนเหมันต์ลอยเคว้งกลางอากาศ แตกตัวออกเป็นกระบี่นับหมื่นเล่มที่ปกคลุมทั่วท้องฟ้า นี่คือกระบวนท่าสุดท้ายที่แลกมาด้วยพลังชีวิต — *วิถีกระบี่เหมันต์ผลาญนภา!*
ทว่า ในวินาทีที่กระบี่นับหมื่นกำลังจะพุ่งลงมาบดขยี้กองทัพมารให้ราบเป็นหน้ากลองนั้นเอง...
เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไป่หลิงเซียนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไอพลังมารสีทองคำขาวที่ทรงพลังยิ่งกว่าอวี้เทียนโม่นับร้อยเท่ายังผลักดันให้กระบวนท่าของนางหยุดชะงักลงทันที
บุคคลปริศนาผู้นั้นสวมหน้ากากรูปอสูรโบราณ มือข้างหนึ่งยื่นออกไปคว้าจับคมกระบี่เหมันต์ของนางไว้ด้วยมือเปล่าอย่างง่ายดายโดยไร้รอยขีดข่วน!
"ฝีมือไม่เลว... แต่ก็น่าเสียดายที่จะต้องมาจบชีวิตลงที่นี่" เสียงแหบพร่าเยือกเย็นดุจมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่หน้ากากครึ่งซีกค่อยๆ ถูกเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หัวใจของเยี่ยหลิงหยุดเต้นไปชั่วขณะ
"นะ...นั่นมัน..." เยี่ยหลิงเบิกตากว้างจนแทบถล่น กระบี่โลหิตในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นโดยไม่รู้ตัว
นี่คือการหักมุมที่แม้แต่เจ้าอสูรจันทราในห้วงจิตยังต้องส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนก เพราะร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไป่หลิงเซียน หาใช่ศัตรูจากนิกายมาร... หากแต่เป็นบุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน... ผู้มีพระคุณและอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิถีกระบี่แก่เยี่ยหลิงเอง!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันดุเดือดนี้ไปกับกระบี่โลหิตและหยาดน้ำตาครับ
- ลั่วอสูรหมื่นภูผา -
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 24
การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!