“หากเจ้ายังดึงดันจะก้าวข้ามผ่านแดนสวรรค์ด้วยกระบี่เล่มนั้น เกรงว่าแม้แต่ซากกระดูกของเจ้าก็คงไม่เหลือให้แผ่นดินนี้กลบฝังนะครับ”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องสะท้านไปทั่วหุบผาหมื่นศพ เมฆทมิฬหนาทึบเบื้องบนหมุนวนเป็นรูปอัสนีมังกรสีชาด แผ่แรงกดดันระดับสวรรค์สะเทือนจนผืนปฐพีแตกแยกเป็นรอยปริกว้างนับพันลี้ ท่ามกลางพายุโลหิตและสายฟ้าคำราม เยี่ยหลิงยืนหยัดอยู่บนยอดเขาบรรพกาลด้วยท่าทีองอาจดุดัน เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่ระเบิดออกรอบกาย ในมือขวาของเขาคือ “กระบี่โลหิต” ที่เวลานี้ส่งเสียงร้องคำรามราวกับกระหายเลือดสดๆ ของเทพเซียนเบื้องบน
[ฮ่าๆๆๆ เจ้าหนู เยี่ยหลิง! ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าไอ้พวกตาแก่บนสวรรค์มันใจแคบยิ่งกว่าร่องตูดมด ไยต้องไปฝืนชะตากับพวกมันด้วยเล่า? สู้ส่งร่างนี้ให้ข้าครอบครองแล้วเราไปนอนเกาพุงใต้ต้นท้อพันปีไม่ดีกว่าหรือ?]
เสียงหัวเราะกวนประสาทของเจ้าอสูรจันทราดังแว่วมาจากห้วงจิตวิญญาณภายในกระบี่ มันส่งเสียงเหยียดหยามเช่นนี้มาตลอดทาง ทว่าในแววตาของสัตว์อสูรบรรพกาลตัวนั้นกลับฉายแววระมัดระวังอย่างที่สุด เนื่องจากมันรู้ดีว่าศึกในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นการท้าทายกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าโดยแท้
“หุบปากซะ เจ้าอสูรสารเลว หากวันนี้ข้าเยี่ยหลิงรอดไปได้ ข้าจะเอาเลือดของเจ้ามาล้างกระบี่เป็นคนแรกนะครับ” เยี่ยหลิงส่งกระแสจิตตอบโต้ด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังเบื้องหน้า
ณ ที่นั่น ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดผาน้ำแข็ง ไป่หลิงเซียนในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวดอกเหมันต์กลางฤดูหนาว ทว่ารอบกายของนางกลับถูกห่อหุ้มด้วย “เขตแดนไร้ใจ” ที่เย็นเยียบจนอากาศรอบตัวกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีฟ้าคราม ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อยยามที่นางเหลือบสายตามามองเขา
นางไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาสักคำ แต่ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดนับหมื่นคำ นางก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้เยี่ยหลิงทีละน้อย ปลายกระบี่เซียนในมือของนางสั่นระริก เสียงหิมะโปรยปรายรอบกายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นละอองแสงสีเงินระยิบระยับ
“เยี่ยหลิง... ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่” เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความสั่นเครือที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ “วิถีกระบี่โลหิตของท่าน... หากก้าวล่วงเขตแดนนี้ไปแล้ว ท่านจะไม่มีวันหวนกลับมาสู่วิถีมนุษย์ได้อีก และข้า... ก็อาจจะต้องเป็นคนลงมือสังหารท่านด้วยมือของตนเองตามกฎแห่งหุบเขาเหมันต์นะครับ”
เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำคอเบื้องหน้าลมหายใจที่บีบคั้น เขาหันไปมองสตรีผู้ครองใจเขามาเนิ่นนาน แววตาดุดันอ่อนลงชั่วขณะ แต่ความทะนงตนในวิถีกระบี่กลับไม่เคยสั่นคลอน
“ไป่หลิงเซียน เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมก้มหัวให้โชคชะตา” เยี่ยหลิงก้าวเข้าไปประชิดนาง กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของนางเซียนอย่างลึกล้ำ “อาจารย์ตายไปต่อหน้าต่อตาข้าโดยที่ข้าทำอะไรไม่ได้เลย ความแค้นนั้น... ข้าต้องชำระ แม้ว่าฟ้าดินเบื้องบนจะส่งเทพเซียนนับหมื่นมารjอขวางทาง ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้ฟันพวกมันให้ขาดเป็นสองท่อน... และหากเจ้าคิดจะสังหารข้าจริงๆ ก็จงลงมือเสียตอนนี้เถอะครับ”
มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่จับกระบี่เซียนไว้แน่น ความเย็นยะเยือกของนางเซียนปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มของปราณโลหิตในร่างเยี่ยหลิง เกิดเป็นไอหมอกสีขาวพวยพุ่งขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ หัวใจของไป่หลิงเซียนกระตุกวูบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยว่างเปล่าไร้ใจบัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยความเจ็บปวดและอาลัยอาวรณ์
“ท่านคนโง่...” นางพึมพำเบื้องริมฝีปากสั่นระริก ก่อนจะขยับกายเข้ามาแนบชิด กระบี่ในมือของนางไม่ได้ชี้มาที่เขาอีกต่อไป หากแต่ยกขึ้นตั้งรับการโจมตีจากเบื้องบนร่วมกับเขา “หากฟ้าดินต้องการพรากท่านไปจากข้า เช่นนั้นวันนี้... ข้าก็จะขอร่วมมือกับท่าน สยบสวรรค์เบื้องบนให้สิ้นซากด้วยกันสักตั้งเถอะครับ!”
*ตูมมมมมมมมมม!*
สิ้นเสียงคำประกาศกร้าวของนางเซียน ท้องฟ้าเบื้องบนก็ระเบิดออกเป็นเสาเพลิงอัสนีสีทองขนาดยักษ์ สายฟ้าฟาดผ่าลงมาตรงจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ราวกับค้อนอัสนีเทพ ร่างของเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียนถูกกลืนหายไปในพายุพลังงานที่รุนแรงจนภูเขาบรรพกาลทั้งลูกสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เศษหินและอสนีบาตพุ่งพล่านไปทั่วสารทิศ แรงกดดันระดับบรรพกาลบดขยี้ทุกสิ่งจนแหลکสลาย
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้... เมื่อควันพายุจางลง ปรากฏร่างของเยี่ยหลิงคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้นดินที่กลายเป็นหลุมลึก กระบี่โลหิตในมือร้าวรานจนเกิดรอยแยก เลือดสีสดไหลรินจากมุมปากของเขาหยดลงสู่พื้นดิน ทว่าดวงตากลับยังคงลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้
เบื้องหน้าของเขาทั้งสอง รอยแยกแห่งห้วงมิติเบื้องบนค่อยๆ ฉีกออกเป็นช่องว่างสีดำสนิท และสิ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... ไม่ใช่เทพเซียนทั่วไป แต่เป็นเงาร่างมหึมาสวมชุดเกราะทองคำโบราณที่แผ่กลิ่นอายกดขี่ข่มเหงจนวิญญาณแทบแตกดับ พร้อมกับเสียงกังวานเย้ยหยันที่ดังสะท้านไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ
“มดปลวกบังอาจ... วันนี้พวกเจ้าทั้งคู่จะต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้”
เงาร่างมหึมาเงื้อง้าวทองคำขึ้นเตรียมฟาดฟันลงมา และในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้นเอง แสงสว่างประหลาดสีม่วงเข้มก็พุ่งทะยานออกมาจากรอยแผลเป็นบนหน้าอกของเยี่ยหลิง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าจากบุคคลปริศนาที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้...
*“ลูกชายตัวดี... ในที่สุดเจ้าก็เรียกใช้กระบี่เล่มนี้เสียทีสินะ”*
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันดุเดือดนี้ไปกับกระบี่โลหิตและหยาดน้ำตาครับ
- ลั่วอสูรหมื่นภูผา -
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 23
สมรภูมิพลิกฟ้า
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!