กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 19

แสงสว่างท่ามกลางความมืด

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ความมืดมิดมิได้ไร้ซึ่งก้นบึ้ง เช่นเดียวกับบาดแผลในจิตวิญญาณของมนุษย์ที่มักหยั่งรากลึกเกินกว่าที่แสงตะวันใดจะสาดส่องถึง เลือดสีสดสายหนึ่งไหลรินหยดลงบนพื้นหินอัคนีเย็นเฉียบ เสียงกังวานของหยดเลือดที่กระทบพื้นดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันราวกับเสียงระฆังเตือนสติแห่งความตาย เยี่ยหลิงทรุดกายลงข้างหนึ่ง มือข้างที่ถือกระบี่โลหิตสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะปราณย้อนกลับที่เข้าตีรันพันตูภายในเส้น ชีพจรหลังจากผ่านศึกผลาญสวรรค์เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน "เจ้าเด็กโง่... ปราณมารโลหิตของเจ้านับวันยิ่งดื้อรั้นปานม้าพยศไร้บังเหียน หากยังฝืนโคจรวิถีวิปลาสเช่นนี้อีกไม่เกินสามวัน เส้นชีพจรทั่วร่างของเจ้าคงแตกละเอียดกลายเป็นเศษผงธุลี" เสียงแหบพร่าเย้ยหยันดังขึ้นจากห้วงมิติภายในกระบี่ เจ้าอสูรจันทราหัวเราะหึๆ ในลำคอ ดวงตาสีเพลิงคู่มหึมาฉายแววสมเพชเวทนาแกมทึ่งปะปนกันอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขา เยี่ยหลิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบเขม่าและหยาดเหงื่อเผยรอยยิ้มหยันราชาผู้ทะนงตน "หุบปากเสีย เจ้าอสูรแก่ หากข้าตาย เจ้าก็ต้องดับสลายตามไปด้วยเหตุใดจึงขยันแช่งข้าอยู่เรื่อย" "ข้าเพียงพูดตามเนื้อผ้า หึ... แต่ก็นับว่าแปลกที่เจ้ายังยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางค่ายกลปีศาจกลืนวิญญาณเมื่อครู่ แม้แต่เซียนผู้บรรลุมรรคผลยังต้องหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ปุถุชนที่มีความแค้นสุมอกเช่นเจ้าเล่า" เยี่ยหลิงไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด สายตาคมกริบดุจคมกระบี่ทอดมองไปยังเบื้องหน้า ณ ใจกลางถ้ำศิลาโบราณอันมืดมิด มีเพียงแสงเรืองรองสลัวจากผนึกอักขระปราณที่ใกล้ดับมอด บรรยากาศรอบกายกดทับจนแทบหายใจไม่ออก ความหนาวเหน็บกระดูกดำแผ่ซ่านมาจากร่างบอบบางที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า—ไป่หลิงเซียน นางเซียนผู้เคยสูงส่งเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้ทั่วร่างปกคลุมด้วยไอหมอกสีครามเข้ม ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ พิษมายาโลหิตที่นางใช้รับการโจมตีแทนเขากำลังกัดกินสติสัมปชัญญะและพลังปราณบริสุทธิ์ของนางจนถึงขีดจำกัด หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่นานจิตวิญญาณเซียนของนางคงแตกดับ และกลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตที่ไร้ซึ่งความรู้สึกไปชั่วกัลปสาน เยี่ยหลิงขยับกายลุกขึ้น แม้ความเจ็บปวดจะแล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับถูกพันคมกระบี่เฉือนแทง เขากัดฟันกรอด ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นทีละน้อย "อย่าเข้ามา..." เสียงหวานที่เคยราบเรียบเยือกเย็นราวกับมาจากยอดเขาเหมันต์เอ่ยขึ้นแผ่วเบา ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่เคยไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์บัดนี้ฉายแววตื่นตระหนกและหวาดระแวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นางพยายามรวบรวมลมปราณเพื่อผลักไสเขาออกไป แต่กระแสพลังในร่างกลับตีรวนจนนางต้องกระثากกระเซ็นสำรอกโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต "เจ้ากำลังทำบ้าอะไร ไป่หลิงเซียน" เยี่ยหลิงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดุดันแต่แฝงด้วยความกังวลที่เจ้าตัวก็ไม่อาจปฏิเสธได้ "เจ้าคิดจะแบกรับพิษนี้ไว้คนเดียวเพื่ออะไร? อยากแสดงความสูงส่งจนตัวตายหรืออย่างไรกัน!" "เจ้าไม่เข้าใจ..." ไป่หลิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลรินผ่านแก้วมณีขาวผ่องลงมาหยดลงบนพื้นศิลา ภาพนั้นทำเอาหัวใจของจอมยุทธ์ผู้หยิ่งทะนงกระตุกวูบราวกับถูกสายฟ้าฟาด นี่คือ... น้ำตาของเทพธิดาผู้ไร้ใจกระนั้นหรือ? ตลอดเวลาที่รู้จักกัน นางคือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบ เย็นชา ไร้ความรู้สึก ดั่งเซียนบนห้วงนภาที่มองมนุษย์เป็นเพียงธุลีดิน นางไม่เคยหวั่นไหวต่อความเป็นความตาย ไม่เคยแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้ใด แม้ในยามที่สำนักถูกทำลายหรืออาจารย์ของนางจากไป นางก็ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้เสมอ ทว่าในยามนี้ นางกลับกำลังร้องไห้—ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากพิษร้าย แต่เป็นเพราะสายตาที่เยี่ยหลิงมองมายังนางในเวลานี้ "ข้าไม่อยาก... ไม่อยากให้เจ้าต้องตาย" ไป่หลิงเซียนเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียว "วิชาที่ข้าฝึกฝนคือ 'จิตกระบี่ตัดขาดรัก' หากข้ามีความรู้สึก... หากข้าหลงใหลอาลัยอาวรณ์ในตัวผู้ใด พลังเซียนที่บำเพ็ญมาตลอดร้อยปีจะย้อนกลับมาแผดเผาร่างจนดับสูญ... เจ้าควรไปเสีย เยี่ยหลิง! ปล่อยข้าไว้ที่นี่!" เยี่ยหลิงนิ่งงัน คำพูดของนางราวกับกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ปักเข้ากลางใจ ที่แท้... นี่คือเหตุผลที่นางต้องทำตัวเย็นชาห่างเหินมาตลอด ที่แท้กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันอันตรายจากโลกภายนอก แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องดวงวิญญาณอันเปราะบางของนางจากการถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความรู้สึกต่างหาก! "จิตกระบี่ตัดขาดรักงั้นรึ?" เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนล้ำลึกอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็น "แล้วอย่างไร? หากการเป็นเซียนหมายถึงการต้องไร้ซึ่งหัวใจ ไร้ซึ่งความรู้สึก ไร้ซึ่งผู้คนที่ห่วงหา... วิถีเซียนเช่นนั้น ข้า เยี่ยหลิง ผู้นี้ ขอเหยียบย่ำมันให้จมดิน!" เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างของนางอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อไอพิษที่แผดเผาผิวเนื้อ เยี่ยหลิงทรุดกายลงนั่งคุกเข่าตรงหน้า ประคองร่างอันสั่นเทาของนางเข้าสู่อ้อมแขนอย่างทะนุถนอม สัมผัสจากร่างของนางเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง แต่หัวใจที่เต้นอยู่ภายในกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง "เจ้าคนบ้า... ปล่อยข้า..." ไป่หลิงเซียนพยายามขัดขืน แต่มี่ยวแรงของนางเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ใบหน้างามซบลงบนลาดไหล่กว้างของเขา หยดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียนซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อหยาบของเยี่ยหลิงจนเปียกชื้น "หากเจ้าทำเช่นนี้... เราต่างต้องตายด้วยกันทั้งคู่..." "ตายด้วยกันก็ดีไม่ใช่หรือ?" เยี่ยหลิงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มนุ่มทรงพลังดึงสติของนางให้อยู่กับปัจจุบัน "ข้าใช้ชีวิตอยู่กับความแค้นและการสูญเสียมาเนิ่นนาน จนเกือบลืมไปแล้วว่าความรู้สึกห่วงหาอาทรมันเป็นเช่นไร จนกระทั่งได้พบเจ้า ไป่หลิงเซียน... หากฟ้าดินกำหนดให้เราต้องดับสูญในวันนี้ ข้าก็จะขอใช้กระบี่ในมือแหวกมรกตสวรรค์ส่งเจ้าไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า... ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าต้องเผชิญความมืดมิดนี้เพียงลำพังเด็ดขาด" สิ้นคำพูดของเขา เยี่ยหลิงไม่รอช้า เขาโคจรวิชาปราณโลหิตบรรพกาล ทุ่มเทพลังลมปราณทั้งหมดที่มีถ่ายทอดเข้าไปในร่างของไป่หลิงเซียนเพื่อช่วยกดขี่พิษร้าย แสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำศิลา ไอความร้อนแผ่ซ่านเข้าปะทะกับความเย็นยะเยือกของไอเซียนจนเกิดเสียงดังปะทุราวกับสายฟ้าฟาด ไป่หลิงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทะลักเข้ามาในเส้นชีพจร พลังนั้นไม่ได้เข้ามาทำลายล้าง แต่เข้ามาโอบอุ้ม ปลอบประโลม และหลอมรวมเข้ากับพลังเซียนของนางอย่างกลมกลืน ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ขยายไปทั่วร่าง หัวใจที่เคยด้านชามานานนับร้อยปีถูกหลอมละลายด้วยความอบอุ่นอันดุดันและจริงใจของชายหนุ่มผู้นี้ ในวินาทีนั้น กำแพงน้ำแข็งที่กั้นขวางหัวใจของนางได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่นของเยี่ยหลิง แววตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและหยาดน้ำตาที่ไหลรินไม่ขาดสาย มือเรียวบางที่สั่นเทายกขึ้นสัมผัสแก้วตาและรอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน "เยี่ยหลิง... ข้า..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ทว่า ก่อนที่นางจะได้เอ่ยความในใจที่เก็บงำมาทั้งชีวิตจนหมดสิ้น จู่ๆ บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! อภิมหาไอสังหารสายหนึ่งพวยพุ่งทะลักเข้ามาจากปากถ้ำ แรงกดดันระดับขอบเขตบรรพกาลกดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานที่สะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา "ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง น่าเสียดายนัก... ที่วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!" เงาร่างมหึมาสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ แสงสว่างจากกระบี่โลหิตในมือเยี่ยหลิงสะท้อนให้เห็นใบหน้าอันอัปลักษณ์และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของบุคคลที่ไม่คาดฝัน... บุคคลผู้ซึ่งควรจะตายไปในศึกผลาญสวรรค์เมื่อร้อยปีก่อน! ———————————— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันสมรภูมิเดือดเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงตอนนี้ครับ — ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%