โลหิตสีชาดพวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ดราวกับสายน้ำที่ไร้ทำนบกั้น สภาวะจิตของเยี่ยหลิงในยามนี้เปรียบเสมือนมหาสมุทรคลั่งที่กำลังแหลกสลายเป็นจุล เคล็ดกระบี่โลหิตขั้นที่เก้าที่เขาฝืนใช้เพื่อทะลวงค่ายกลดาราประหารเซียนเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่ผลาญพลังปราณจนเหือดแห้ง แต่ยังแผดเผาแก่นแท้แห่งวิญญาณของเขาจนหลงเหลือเพียงประกายไฟริบหรี่ใกล้ดับสูญ
"ไอ้เด็กเวร... ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าฝืนใช้พลังกลืนฟ้ากลืนดินนั่น! หากดวงจิตของเจ้าแตกดับในห้วงนิมิตนี้ แม้แต่เทพเซียนหน้าไหนก็ไม่อาจซ่อมแซมซากเดนวิญญาณของเจ้าได้อีก!"
เสียงคำรามด้วยความร้อนรนของเจ้าอสูรจันทราดังสะท้อนก้องอยู่ในห้วงจิตสำนึกที่มืดมิด แต่มันก็ทำได้เพียงส่งกระแสพลังปราณอสูรบรรพกาลมาค้ำจุนร่างกายของเขาไว้อย่างยากลำบาก ทว่าความมืดมิดและหนาวเหน็บกำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของเยี่ยหลิงทีละน้อย ภาพเหตุการณ์ในอดีต ภาพคราบน้ำตาของอาจารย์ในวาระสุดท้าย และความทรงจำทั้งหมดกำลังเลือนหายราวกับกลุ่มควันยามต้องลมพายุ
ท่ามกลางความโกลาหลและกลิ่นอายความตายที่คละคลุ้ง ไป่หลิงเซียนซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าไม่เหลือลุคของเทพธิดาผู้สูงส่งเย็นชาอีกต่อไป ร่างระหงสั่นเทาเล็กน้อยยามที่นางทอดสายตามองบุรุษผู้ถือดีและกวนประสาทนางมาตลอดชีวิต ร่างของเยี่ยหลิงกำลังเย็นเฉียบลงทุกขณะ ชีพจรชีพจรจรดจุดตันเถียนแทบไม่หลงเหลือสัญญาณชีพ
"เยี่ยหลิง... ท่านกล้าดียังไงถึงคิดจะทิ้งข้าไว้เบื้องหลัง"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ นัยน์ตาคู่งามที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในหุบเขาน้ำแข็ง บัดนี้กลับเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความตื่นตระหนก นางไม่เคยล่วงรู้เลยว่า หัวใจที่นางปิดตายมานับร้อยปี บัดนี้กลับถูกกระชากกระชั้นด้วยความเจ็บปวดเจียนตายเพียงเพราะเห็นร่างของเขาไร้ลมหายใจ
ไป่หลิงเซียนทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินที่อาบย้อมด้วยโลหิต นางไม่ลังเลที่จะโคจรพลังแห่งหุบเขาเหมันต์ขั้นสูงสุด เคล็ดวิชา ‘จิตผูกพันบรรพกาล’ ที่บรรพบุรุษห้ามไว้เพราะมันต้องแลกมาด้วยอายุขัยและครึ่งหนึ่งของพลังตบะ ถูกนางนำมาใช้อย่างไม่นึกเสียดายชีวิต นางประกบฝ่ามือเข้ากับแผ่นอกที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเขา ถ่ายเทแก่นแท้ความเย็นบริสุทธิ์เพื่อกดผนึกเพลิงโลหิตที่กำลังแผดเผาดวงจิตของชายหนุ่ม
"อึก...!"
ไป่หลิงเซียนส่งเสียงครางต่ำด้วยความเจ็บปวด เมื่อพลังปราณย้อนกลับมาทำร้ายเส้นชีพจรของนางเอง ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกของเคล็ดวิชาผสานเข้ากับพิษโลหิตในตัวเยี่ยหลิง เกิดเป็นกระแสพลังงานตีกลับที่รุนแรงจนทำให้นางกระอักเลือดคำโตออกมา หยาดโลหิตสีแดงฉานหยดลงบนใบหน้าซีดเผือกของเยี่ยหลิงราวกับดอกเหมันต์สีชาดที่เบ่งบานกลางฤดูหนาวอันโหดร้าย
"แม่นางไป่... เจ้า... ไยจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้"
เสียงแหบพร่าและแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แตกยับของเยี่ยหลิง แม้ดวงตาจะยังคงปิดสนิทและสติยังเลือนราง แต่เขากลับรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นอันแปลกประหลาดที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาปกป้องดวงจิตที่ใกล้แตกสลายของตน
"หุบปากซะ เยี่ยหลิง!" ไป่หลิงเซียนตวาดกร้าวทั้งน้ำตา ดวงตาคู่งามแดงก่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด "ถ้าท่านตาย... ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้สังหารทุกชีวิตในยุทธภพแล้วตามท่านลงไปในขุมนรกภูมิ คอยดูว่าท่านจะหนีพ้นความรำคาญจากข้าได้อย่างไร!"
คำขู่ที่เจือด้วยความสะเทือนใจและดื้อรั้นนั้น ทำให้มุมปากของเยี่ยหลิงกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทที่เป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นแม้อยู่ในยามวิกฤต
"ฮึ... สมเป็นเจ้า... ดุดันไม่เกรงใจใคร... แม้แต่เวลาจะตาย ข้าก็ยังไม่วายต้องฟังคำขู่ของเจ้า..."
"รู้ตัวก็รีบดึงสติกลับมาเสียที!" ไป่หลิงเซียนกัดฟันกรอด นางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ประสานฝ่ามือเข้าที่กลางหลังของเยี่ยหลิง ส่งผ่านดวงจิตของนางเข้าไปในห้วงนิมิตที่มืดมิดของเขา เพื่อฉุดกระชากสติที่กำลังจมดิ่งสู่หุบเหวแห่งความตายให้กลับคืนมา
ภายในห้วงจิตสำนึกของเยี่ยหลิง ทัศนียภาพรอบด้านพังทลายและเต็มไปด้วยเศษซากแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด เงาร่างของมารร้ายในอดีตและภาพความสูญเสียกำลังรุมทึ้งร่างวิญญาณของเขา ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ทางออกนั้น กลับมีแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งทะลวงความมืดเข้ามา แสงนั้นอบอุ่น เย็นสบาย และดื้อรั้นจนน่าประหลาด
*“ตามข้ากลับมา... อย่าได้คิดหนีหนี้สินความรู้สึกที่ติดค้างไว้กับข้าเด็ดขาด!”*
เสียงก้องกังวานของไป่หลิงเซียนดังทะลุทะลวงเข้ามาในก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ เยี่ยหลิงลืมตาขึ้นในห้วงนิมิต เขามองเห็นเงาร่างของหญิงสาวในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์กำลังยืนหยัดต้านทานพายุอารมณ์และจิตมารแทนเขาอย่างไม่คิดชีวิต ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่เคยหลับใหลพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครา ดวงตาของเยี่ยหลิงในโลกแห่งความเป็นจริงเบิกโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน ประกายแสงสีชาดและแสงสีครามประสานกันจนเกิดเป็นระลอกคลื่นพลังงานสะเทือนเลื่อนลั่น
ทว่า ในวินาทีที่ดวงจิตของเขากำลังจะหลุดพ้นจากเขตแดนแห่งความตาย รอบบริเวณหุบเขาพันอสูรกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
อักขระโบราณสีทองนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นบนท้องนากฟ้า พรหมจรรย์แห่งพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทั้งสองแทบแหลกสลาย และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเยี่ยหลิงกระตุกวาบไม่ใช่พลังของค่ายกลลึกลับนั้น แต่เป็นเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้า—บุคคลที่เยี่ยหลิงคิดว่าได้ดับสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และหายใจไปพร้อมกับตัวละครในยามวิกฤตินี้นะครับ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 27
จุดวิกฤตของจิตวิญญาณ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!