กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 9

ความลับที่ซ่อนใต้ผ้าคลุม

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง... น่าเสียดายนัก ที่พวกเจ้าจะต้องตายไปด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้" เสียงหัวسเราะเยียบเย็นดังสะท้อนก้องกราบผืนป่าโลหิต ไอร้อนจากค่ายกลเพลิงอสูรแผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นคลื่น ทว่าใจกลางมหันตภัยเพลิงผลาญนั้น ร่างของเยี่ยหลิงกลับยังคงยืนหยัดตระหง่านราวกับขุนเขาที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน มือขวากำด้ามกระบี่โลหิตแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปลายกระบี่หยาดหยดโลหิตสีชาดที่เดือดพล่านด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง ข้างกายเขาคือไป่หลิงเซียน ร่างบอบบางของนางสั่นสะท้อนเล็กน้อย ไອความเย็นจากหุบเขาเหมันต์ที่เคยแผ่ซ่านคุ้มครองกายบัดนี้กลับพร่าเลือน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดและเขม่าควัน ทว่าดวงตาสีรัตติกาลของนางมิได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันกลับว่างเปล่า... ว่างเปล่าราวกับห้วงเหวแห่งความตายที่ซ่อนพายุหิมะเอาไว้เบื้องล่าง "ไอ้สารเลวตระกูลอวี้..." เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดุดันเหลือบมองเศษซากเพลิงที่กำลังถาโถมเข้ามา "คิดว่าใช้ไฟนรกโลกันตร์แค่นี้ จะหลอมละลายกระบี่ในมือข้าได้หรือ?" *(ฮ่าๆๆๆ! เจ้าเด็กโง่ พวกมันไม่ได้คิดจะหลอมกระบี่ของเจ้าหรอก...)* เสียงแหบพร่ากวนประสาทของเจ้าอสูรจันทราดังขึ้นในห้วงจิต มันหัวเราะเยาะอย่างสะใจผ่านกระแสจิตที่เชื่อมต่อกับตัวกระบี่ *(พวกมันแค่อยากส่งเจ้ากับแม่นางน้ำแข็งนี่ไปลงนรกพร้อมกัน จะได้ไม่ต้องมาหนุงหนิงกันให้ขัดหูขัดตาข้าในยามวิกาล!)* "หุบปากของเจ้าไปซะ ไอ้หมาแก่!" เยี่ยหลิงตวาดตอบในใจอย่างหงุดหงิด ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้านเพื่อหาจุดอ่อนของค่ายกล ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่กระบี่โลหิตในมือจะถูกตวัดออกไปเพื่อแหวกทางมรณะ จู่ๆ ร่างของไป่หลิงเซียนก็ทรุดฮวบลงไปครึ่งหนึ่ง นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด สีหน้าขาวซีดเผือดราวกับกระดาษ ไอร้อนจากค่ายกลภายนอกกลับกระตุ้นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของนางให้ตื่นขึ้น "ไป่หลิงเซียน!" เยี่ยหลิงเบิกตากว้าง ความรุ่มร้อนดุดันในแววตาพลันมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่เขาไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นมาก่อน เขาคุกเข่าลงโอบประคองร่างบางนั้นเข้าสู่อ้อมอก ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกจากตัวนางในยามปกติบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มราวกับเปลวไฟที่แผดเผาจากภายใน "ปล่อย..." เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา ร่างกายของนางสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาที่เคยเยชาและไร้ความรู้สึกบัดนี้กลับเบิกกว้าง รูม่านตาขยายค้างราวกับกำลังเผชิญหน้ากับปีศาจที่น่ากลัวที่สุดในความทรงจำ "อย่ามอง... เยี่ยหลิง... อย่ามองเข้ามาในจิตของข้า..." ทันใดนั้น แสงสีครามสว่างวาบขึ้นจากหน้าผากของไป่หลิงเซียน บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวราวกับกระจกที่กำลังแตกร้าว ภาพนิมิตลึกลับฉายชัดขึ้นกลางอากาศ ราวกับห้วງความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ด้วยคราบน้ำตาและเลือดเนื้อนับพันปีถูกกระชากออกมาให้ประจักษ์แก่สายตา นั่นคือ... ภาพของหุบเขาเหมันต์ในอดีตอันไกลโพ้น ท้องฟ้าในนิมิตย้อมไปด้วยสีเลือด หิมะสีขาวโพลนถูกย้อมด้วยซากศพของผู้อาวุโสและศิษย์สำนักกระบี่เหมันต์นับร้อยชีวิต ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ในชุดขาวกระเซอะกระเซิง นางกำลังกอดร่างไร้ลมหายใจของมารดาผู้ให้กำเนิด ขณะที่เบื้องหน้าของนางคือเงาร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่ง—ผู้ซึ่งถือกระบี่อาบโลหิตและมีดวงตาเยียบเย็นไร้หัวใจยิ่งกว่าปีศาจตนใดในใต้หล้า ชายผู้เป็น "อาจารย์" ของนางเอง... ผู้ที่ลงมือสังหารคนทั้งสำนักด้วยเหตุผลแห่งวิถีเซียนอันไร้หัวใจ! "ม... ไม่..." ไป่หลิงเซียนครางออกมาอย่างเจ็บปวด หยาดน้ำตาใสไหลรินจากดวงตาคู่งาม หยดลงบนหลังมือของเยี่ยหลิง ร่างกายของนางสะท้านเฮือกเมื่อภาพความทรงจำอันโหดร้ายไหลบ่าเข้าท่วมท้น หัวใจที่นางพยายามปิดตายด้วยน้ำแข็งมาตลอดชีวิตบัดนี้กำลังแหลกสลายเป็นผุยผงภายใต้เปลวเพลิงแห่งอดีต เยี่ยหลิงนิ่งงัน ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะ เมื่อภาพนิมิตนั้นสะท้อนเงาความเจ็บปวดในอดีตของเขาเอง—อดีตที่เขาต้องสูญเสียอาจารย์ผู้มีพระคุณไปต่อหน้าต่อตา ความโกรธเกรี้ยว ความแค้นเคือง และความรู้สึกไร้พลังที่เคยฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งหัวใจถูกปลุกให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน เขาเข้าใจนางแล้ว... เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเหตุใดนางจึงต้องสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาห่อหุ้มจิตวิญญาณ เหตุใดนางจึงต้องเย็นชาและไร้ใจต่อโลกหล้า เพราะหัวใจที่บอบช้ำจนเกินเยียวยานั้น หากไม่แช่แข็งไว้ มันคงแหลกสลายจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก "เจ้าโง่เอ๋ย..." เยี่ยหลิงพึมพำเสียงสั่น มือหนายกขึ้นโอบกอดร่างอันสั่นเทาของนางเข้าแนบอกแน่นขึ้นอย่างลืมตัว ถ่าย 1 เทปราณกระบี่อันอบอุ่นและทรงพลังเข้าไปในร่างของนางเพื่อต้านทานกระแสจิตที่กำลังย้อนกลับมาทำร้ายนางเอง "ต่อให้ฟ้าดินจะโหดร้ายกับเจ้าเพียงใด... ต่อให้นางเซียนผู้ไร้ใจเช่นเจ้าจะถูกอดีตกาลจองจำไว้ในความมืดมิด..." เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังดุดันแต่แฝงด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง เปล่งออกมาจากก้นบึ้งแห่งวิญญาณนักสู้ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา "จากนี้ไป... ถ้าใครมันบังอาจกล้าขุดคุ้ยแผลเป็นในใจเจ้าอีก ข้า... เยี่ยหลิงผู้นี้ จะใช้กระบี่โลหิตในมือ ฟันพวกมันให้สลายกลายเป็นธุลีดิน!" สิ้นคำประกาศกร้าว แสงสีชาดระเบิดทะลักออกจากร่างของเยี่ยหลิง พลังปราณขอบเขตราชันย์กระบี่ระเบิดออกเป็นวงกว้างจนค่ายกลเพลิงอสูรที่ล้อมรอบอยู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พื้นดินแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วรัศมีสือลี้ จนเหล่าผู้อาวุโสตระกูลอวี้ที่ซ่อนตัวอยู่ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความตื่นตระหนก ทว่า ในวินาทีที่พายุพลังกำลังแผดเผาทุกสิ่ง ท้องนภากลับมืดครึ้มลงฉับพลัน เมฆดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์ตรงดิ่งมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับทัณฑ์สวรรค์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และในเงาทมิฬใต้สายฟ้าฟาดนั้นเอง ร่างของบุรุษผู้สวมหน้ากากทองคำผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงจนถึงขั้วกระดูก "ช่างเป็นความรักที่ลึกซึ้งกินใจเสียจริง... เยี่ยหลิง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะปกป้องนางพญาเหมันต์ผู้นี้พ้นจากเงื้อมมือของ 'วิหารสวรรค์' ได้?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันมรรคาแห่งกระบี่และหยาดเลือดนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%