"เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตอยู่อีกหรือ?"
คำถามนั้นหลุดรอดจากไรฟันของเยี่ยหลิง ราวกับเสียงครวญจากขุมนรกที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ นามที่นางเอ่ยออกมา... นามที่เขาฝังมันไว้ใต้ซากปรักหักพังของสำนักวิชาและรอยเลือดของอาจารย์มานานหลายปี บัดนี้มันกำลังดังก้องอยู่ในความว่างเปล่าระหว่างเขากับนางเซียนผู้ไร้ใจ
ไป่หลิงเซียนไม่ตอบคำถาม นางเพียงแต่ขยับกายดุจเงาพราย กระบี่เหมันต์ในมือนางสั่นระริก ปล่อยไอเย็นยะเยือกจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง แต่ทว่า สายตาของนางที่ลอดผ่านหน้ากากเงินนั้น กลับมิได้มีความเย็นชาดั่งเช่นเคย มันมีความสั่นไหว... ความสั่นไหวที่เยี่ยหลิงเกลียดชังพอๆ กับที่เขาโหยหา
"ศิลาเซียนนั่น... ปล่อยมันเสีย เยี่ยหลิง" นางเอ่ย เสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อย "หากเจ้าสัมผัสมันด้วยสภาวะจิตเช่นนี้ เจ้าจะไม่ใช่ผู้ใช้กระบี่ แต่จะเป็นเพียงทาสของโลหิตอสูร"
"หึ! คำพูดสูงส่งตามแบบฉบับของเจ้าสินะ?" เยี่ยหลิงแค่นยิ้ม มือซ้ายของเขากุมด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ใครจะสนล่ะว่าข้าจะเป็นอะไร? จะเป็นมนุษย์ หรือจะเป็นปีศาจที่ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ ตราบใดที่ศิลาก้อนนี้สามารถชุบชีวิตผู้ที่ตายไปได้... ข้าก็พร้อมจะเผาผลาญวิญญาณตัวเองจนไม่เหลือซาก!"
*“ไอ้เจ้าโง่เอ๊ย!”* เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความกวนประสาทดังขึ้นในห้วงจิตของเขา มันคือเจ้าอสูรจันทราที่ขดตัวอยู่ในกระบี่โลหิต *“เจ้าจะเถียงกับผู้หญิงที่กำลังพยายามดึงเจ้าออกจากกองไฟทำไม? ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงชิงจูบนางเสียให้รู้แล้วรู้รอด ก่อนจะใช้พลังของข้าสังหารไอ้พวกกองทัพที่กำลังล้อมกรอบเข้ามานั่น! ดูโน่นสิ... แมลงวันพวกนั้นเริ่มหิวโซกันแล้ว”*
เยี่ยหลิงตวัดสายตามองไปรอบด้าน กองทัพศิษย์จากนิกายมารห้าสายกำลังเคลื่อนพลเข้ามา ล้อมรอบหุบเขาแห่งนี้ไว้จนมืดฟ้ามัวดิน เป้าหมายของพวกมันมีเพียงหนึ่งเดียว... ศิลาเซียนที่วางอยู่แท่นบูชาหินดำเบื้องหน้า
"หลบไป ไป่หลิงเซียน" เยี่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อสนทนาเรื่องธรรมะของพวกเจ้า ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป"
"หากข้าไม่หลบเล่า?" นางก้าวเข้ามาขวางหน้าเขา ร่างบางสง่างามท่ามกลางไอสังหารที่เริ่มก่อตัวเป็นพายุหมุน
"เช่นนั้น... กระบี่ของข้าก็คงแยกแยะมิตรกับศัตรูไม่ได้อีกต่อไป"
เขาชักกระบี่โลหิตออกจากฝัก!
เสียงแผดร้องของคมเหล็กดังกังวานเสียดแทงแก้วหู ไอสีเลือดพุ่งทะยานออกจากตัวกระบี่จนท้องฟ้าเหนือหุบเขาเปลี่ยนเป็นสีชาด เยี่ยหลิงรู้สึกได้ถึงความร้อนแรงที่แล่นพล่านไปตามเส้นชีพจร พลังอสูรจันทราไหลทะลักเข้ามาแทนที่ปราณเซียนที่เขาสั่งสมมานับสิบปี สติของเขาเริ่มพร่ามัว แต่ความกระหายเลือดกลับเดือดพล่าน
เขาพุ่งตัวออกไปราวกับอุกกาบาตสีเลือด กระบวนท่า "ทลายภูผาไร้ปรานี" ถูกปลดปล่อยออกมา สายลมปราณฉีกกระชากพื้นที่โดยรอบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ไป่หลิงเซียนขยับกระบี่รับมืออย่างรวดเร็ว ปราณเหมันต์ปะทะกับปราณอสูรจนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา
*“แรงอีก! แรงกว่านี้!”* เสียงอสูรจันทราหัวเราะร่า *“นั่นแหละ! ปล่อยให้เลือดของเจ้าทำหน้าที่ของมัน! ฆ่าพวกมันให้หมด แล้วข้าจะมอบพลังที่สามารถสั่นคลอนสวรรค์ให้แก่เจ้า!”*
เยี่ยหลิงคำรามในลำคอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ดั่งสัตว์ร้ายที่สูญสิ้นความเป็นคน เขาเหวี่ยงกระบี่ออกไปทุกทิศทาง ตัดผ่านร่างของศัตรูที่บังอาจเข้ามาใกล้จนร่างขาดสะบั้นราวกับใบไม้ร่วง เลือดร้อนๆ กระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขา แต่นั่นกลับยิ่งกระตุ้นให้เขาบ้าคลั่งหนักขึ้น
เขาลืมเลือนไปว่านางเซียนที่เขารักและเกลียดในเวลาเดียวกันยังคงยืนอยู่ตรงนั้น...
"เยี่ยหลิง! ได้สติเสียที!" ไป่หลิงเซียนตะโกน นางยอมเสี่ยงอันตรายพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเขาไว้ ปราณเหมันต์ของนางแทรกซึมเข้าไปในร่างเขา หวังจะดับไฟแค้นที่กำลังแผดเผาจิตวิญญาณของเขา แต่ทว่า... พลังอสูรจันทรากลับแข็งแกร่งเกินคาดคิด มันสะท้อนนางจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว หน้ากากเงินของนางร่วงหล่นลงกับพื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามดั่งเทพธิดา แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหยดน้ำตาที่เอ่อล้น
เยี่ยหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพของนางที่ทรุดตัวลงทำให้เสี้ยวหนึ่งของสติเขากลับมา แต่แล้ว... แสงจากศิลาเซียนบนแท่นบูชาก็ส่องประกายเจิดจ้าขึ้น มันเรียกร้อง... มันกัดกินจิตใจของเขาให้ดิ่งลึกลงไปในความมืดมิดอีกครั้ง
เขากำกระบี่ในมือแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด พลังมหาศาลไหลบ่าทะลักออกจากจุดตันเถียนจนร่างของเขาแทบจะระเบิดออก เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า คำรามลั่นด้วยความแค้นที่สั่งสมมานานนับปี
ทันใดนั้นเอง... เสียงปรบมือที่ดูแหลมสูงและเยือกเย็นดังมาจากเงามืดหลังแท่นบูชา ศิษย์นิกายมารที่เหลืออยู่ต่างคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืด บนใบหน้าของมันสวมหน้ากากอสูรที่ดูน่าเกลียดน่าชัง
"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมมาก เยี่ยหลิง" บุคคลปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เยี่ยหลิงต้องเบิกตากว้าง "ข้ารอคอยให้เจ้าปลดปล่อยพลังอสูรออกมาจนถึงขีดสุดเช่นนี้มานานแสนนาน... ขอบใจที่ช่วยข้าไขผนึกศิลาเซียนก้อนนี้"
เยี่ยหลิงพยายามจะขยับตัว แต่ทว่า... ร่างกายของเขากลับขยับไม่ได้ดั่งใจนึก กระบี่โลหิตในมือสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังถูกใครบางคนบงการอยู่ และความจริงที่น่าตกใจที่สุดคือ... ปลายกระบี่ของเขาในตอนนี้ กลับหันเข้าหาอกข้างซ้ายของไป่หลิงเซียนที่กำลังพยายามลุกขึ้นยืน!
"เจ้า... เจ้าเป็นใคร!" เยี่ยหลิงเค้นเสียงถาม ทั้งที่ความโกรธแค้นกำลังจะกลืนกินทุกอย่างในสมอง
บุรุษในหน้ากากอสูรหัวเราะร่า ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกของเยี่ยหลิงพังทลายลงในพริบตา
"ถามว่าข้าเป็นใครหรือ? ก็คนที่อาจารย์ของเจ้าพยายามจะฆ่าก่อนจะสิ้นลมไงล่ะ... และที่สำคัญกว่านั้น วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อเอาศิลาเซียน แต่ข้ามาเพื่อเอาวิญญาณของนางเซียนผู้โง่เขลาที่รักคนทรยศอย่างเจ้า!"
สิ้นเสียงนั้น อักขระสีดำบนศิลาเซียนก็แผ่ขยายออกมารัดพันร่างของเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียนไว้ด้วยกัน พร้อมกับแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดกระชากพวกเขาทั้งสองให้ดิ่งลงไปในรอยแยกมิติที่กำลังเปิดออกเบื้องล่าง!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของจอมยุทธ์ผู้ดื้อรั้นและนางเซียนผู้ไร้ใจมาถึงจุดนี้ด้วยนะครับ ขอให้ทุกท่านเตรียมใจไว้ให้ดี เพราะตอนต่อไป จะเป็นบทพิสูจน์ความรักที่อาจต้องแลกด้วยชีวิตของใครบางคนครับ!
ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 6
วิถีกระบี่สีเลือด
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!