คราบโลหิตบนคมกระบี่โลหิตยังไม่ทันแห้งสนิท ไอร้อนระอุจากปราณฆ่าฟันก็ยังคงพวยพุ่งระอุอยู่ในชั้นบรรยากาศราวกับเตาหลอมของอสูร
เยี่ยหลิงเบิกตากว้าง กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความเคียดแค้นที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด! ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน—วันที่สำนักกระบี่นภาถูกเผาลาญ อาจารย์ผู้ให้กำเนิดชีวิตที่สองถูกสังหารอย่างไร้ความปรานีโดยฝีมือของคนกลุ่มเดียวกันนี้ ย้อนกลับมาฉายชัดในห้วงสำนึกดุจภาพวาดนรกอเวจี ปราณกระบี่ดิบเถื่อนทะลักทะลายออกจากร่างของเขาอย่างไร้การควบคุม แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าร้าวรานแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ลมปราณรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนโลหิตที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งให้แหลกเป็นจุล
"เจ้าเด็กโง่เง่า! ตั้งสติเสีย! หากเจ้าปล่อยให้จิตมารครอบงำตอนนี้ ต่อให้มีเก้าชีวิต เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขรับใช้ที่รอวันถูกเชือดคอเท่านั้น!"
เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องขึ้นในห้วงจิตวิญญาณ นั่นคือเสียงของ "เจ้าอสูรจันทรา" สัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกอยู่ในกระบี่ของเขา แม้ปากจะพ่นคำถากถางกวนประสาทอยู่เป็นนิจ แต่แววตาและสัมผัสทางจิตกลับแฝงด้วยความกังวลอย่างลึกซึ้ง เพราะหากเยี่ยหลิงตาย มันผู้เป็นวิญญาณอสูรที่ผูกพันธะโลหิตไว้ก็ย่อมต้องดับสลายตามไปด้วยเช่นกัน
เยี่ยหลิงหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อกาฬไหลโทรมใบหน้าคมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขากัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงกระทบกัน ปราณกระบี่ในมือค่อยๆ สงบลงทีละน้อยด้วยความพยายามอันยิ่งยวดในการสะกดกลั้นจิตสังหาร
ทว่า ในบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจนี้ กลับมีร่างหนึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่งไร้ความหวั่นไหว
นางคือ "ไป่หลิงเซียน" เทพธิดาแห่งหุบเขาเหมันต์ ผิวพรรณขาวผ่องราวน้ำแข็งพันปี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมโยกย้ายอย่างงดงาม ทว่าแววตากลับว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งระลอกคลื่นความรู้สึกใดๆ ดุจดั่งเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์
นางมองดูเยี่ยหลิงที่กำลังยืนพิงกระบี่หอบหายใจอย่างอ่อนแรงด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความปรานี "เจ้าเกือบจะฆ่าตัวตายด้วยวิชาที่ไร้แก่นสารนั้นแล้ว... น่าสมเพชยิ่งนัก"
คำพูดของนางราวน้ำแข็งจัดที่สาดซัดลงบนกองไฟในอก เยี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มหยันปรากฏบนมุมปากหนา ดวงตาคู่นคมองตรงไปยังดวงตานิ่งสนิทคู่นั้น แม้ในยามนี้จิตใจจะเต็มไปด้วยรอยร้าวและบาดแผล แต่สัญชาตญาณความกวนประสาทที่อยู่ในกระดูกดำของเขากลับทำงานขึ้นมาทันที
"ข้าเกือบตาย... แล้วไยแม่นางไป่ถึงต้องทำหน้าตาเหมือนคนอกหักเช่นนั้นเล่า? หรือว่าเจ้าเกิดตกหลุมรักความหล่อเหลาปานเทพบุตรของข้าเข้าเสียแล้ว จนทนเห็นข้าเป็นอะไรไปไม่ได้?" เยี่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก ทั้งที่มุมปากยังมีคราบเลือดไหลซึม
ไป่หลิงเซียนมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตามองเขาด้วยความเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม "ปากดีนัก... หากเจ้ายังมีแรงมาต่อความยาวสาวความยืดเช่นนี้ แสดงว่าบาดแผลในใจของเจ้าคงยังเจ็บไม่พอสินะ"
"บาดแผลในใจหรือ?" เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความขมขื่นที่ยากจะปิดมิด "เจ้าเป็นเทพธิดาผู้สูงส่ง ไม่เคยแปดเปื้อนความแค้น ไม่เคยสูญเสียสิ่งใด จะไปเข้าใจอะไรกับความรู้สึกของการเหลือตัวคนเดียวในโลกใบนี้เล่า... ไป่หลิงเซียน เจ้าก็เป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่เดินได้เท่านั้นแหละ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเยือกแข็งลงอย่างฉับพลัน!
อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะกามเทพตามใบไม้ใบหญ้า ไป่หลิงเซียนก้าวเท้าเข้ามาหาเขาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับกดดันจนกระดูกในร่างของเยี่ยหลิงส่งเสียงลั่น ปราณเหมันต์บริสุทธิ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของนางจนแทบจะแช่แข็งวิญญาณของผู้คนได้
นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเยี่ยหลิง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายความเย็นยะเยือกปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยเข้าแตะจมูก แม้ภายนอกนางจะดูไร้หัวใจ แต่หากสังเกตให้ดี ปลายเรียวนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของนางกลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
"เจ้ากล้าดียังไง... มาพูดจาเช่นนี้กับข้า" ไป่หลิงเซียนกระซิบแผ่วเบา เสียงของนางเย็นเยียบดุจลมหนาวจากห้วงลึก แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับไหววูบชั่วขณะราวกับผืนน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป
เยี่ยหลิงไม่ถอยหนี เขากลับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้ากับแก้มเนียนใสที่เย็นเฉียบราวน้ำแข็งของนาง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงความจริงจังอย่างหาได้ยาก
"เพราะข้าไม่อยากเห็นเจ้าเอาแต่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงความเย็นชานั่นอย่างไรเล่า... ไป่หลิงเซียน เจ้าอาจจะไร้ใจในสายตาคนทั้งยุทธภพ แต่ข้ารู้... ว่าในอกเสื้อด้านซ้ายของเจ้านั้น หัวใจดวงนั้นมันยังคงเต้นอยู่"
มือหนาของเยี่ยหลิงยื่นออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว หมายจะแตะลงบนแขนเสื้อของนางเพื่อถ่ายทอดปราณอุ่นร้อนเข้าช่วยบรรเทาความเย็นเยือกที่นางใช้ห่อหุ้มตัวเอง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง—
*เปรี้ยง!*
ท้องឃฟ้าเหนือหุบเขาที่เคยเงียบสงบกลับผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างไร้สัญญาณเตือน สายฟ้าสีครามเข้มฟาดผ่าลงมาตรงหน้าพวกเขาจนพื้นดินแยกออกเป็นเหวลึก ปราณฟ้าดินปั่นป่วนอย่างรุนแรงจนร่างของทั้งสองต้องกระเด็นถอยหลังไปคนละทาง
เยี่ยหลิงพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล เขากวาดสายตามองไปยังเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง ปราณสีดำทมิฬสายหนึ่งกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นเหวที่เพิ่งถูกสายฟ้าผ่า รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากมันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าราชันอสูรตนใดที่เขาเคยพบเจอมาในรอบร้อยปี
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... เงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกทมิฬนั้น บุคคลผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีกและถือกระบี่ที่คุ้นตาอย่างประหลาด
ไป่หลิงเซียนหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนไม่อยากเชื่อ นางเอמהพึมพำออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเป็นครั้งแรกในชีวิต
"เป็นไปไม่ได้... เขา... เขายังไม่ตายหรอกหรือ?"
เยี่ยหลิงหันขวับไปมองนาง ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อบุคคลใต้หน้ากากเงินนั้นเงยหน้าขึ้นและเอ่ยชื่อที่ทำให้โลกรอบตัวของเยี่ยหลิงหยุดนิ่งสนิท...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ด้วยกันนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 5
รอยร้าวในจิตใจ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!