"หากเจ้ายังก้าวล้ำเส้นแบ่งแห่งความเป็นความตายนี้ไปอีกเพียงครึ่งก้าว ต่อให้เป็นเซียนผู้บรรลุสี่มหาภพภูมิ ก็มีแต่ต้องร่วงหล่นกลายเป็นเศษธุลีใต้ฝ่าเท้าของกฎสวรรค์... เจ้าเด็กโง่ เยี่ยหลิง!"
เสียงคำรามแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกโลกันต์ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของเยี่ยหลิง มันคือเสียงของเจ้าอสูรจันทรา สัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกจองจำอยู่ภายในคมกระบี่โลหิตคู่ชีพของเขา
ทว่า ในยามนี้ เยี่ยหลิงหาได้ใส่ใจเสียงเตือนด้วยความหวังดี (ที่มักเจือด้วยการดูแคลน) นั้นไม่ นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของเขากำลังจดจ้องไปยังผืนนภาเบื้องบน ที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำดั่งรอยช้ำของศพไร้ญาติ เมฆทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นหมุนวนราวกับปากอสูรกลืนกินดาราจักร บรรยากาศรอบกายกดทับจนลมหายใจของสรรพชีวิตแทบแหลกสลาย
นี่ไม่ใช่กลิ่นอายของลมฝนธรรมชาติ... แต่มันคือ "ทัณฑ์สวรรค์"
"ให้มันกลายเป็นเศษธุลีไปสิ ข้า เยี่ยหลิง เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ มิใช่ด้วยความเมตตาของฟ้าดิน!" เยี่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวهเราะของเขาทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนแผ่นดินไวด์เบื้องล่างให้เกิดรอยแยก มือหนากำด้ามกระบี่โลหิตแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปราณกระบี่สีชาดแผ่พุ่งทะยานเสียดฟ้า ราวกับต้องการประกาศกร้าวท้าทายอำนาจสูงสุดแห่งสรวงสวรรค์
ข้างกายเขา ไป่หลิงเซียนยืนสง่างามดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมปราณที่ปั่นป่วนจนโบกสะบัด แม้ใบหน้างามล้ำจะยังคงความเรียบเฉยเยือกเย็นดั่งหุบเขาเหมันต์พันปี แต่ดวงเนตรคู่คมที่มักทอประกายไร้ความรู้สึกในยามนี้ กลับฉายแววกังวลลึกซึ้งอย่างที่ผู้ใดไม่เคยได้เห็น นางก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายความเย็นบริสุทธิ์แผ่ซ่านเพื่อช่วยต้านทานแรงกดดันจากเบื้องบนที่กำลังแผดเผาร่างกายของชายหนุ่ม
"เจ้ากำลังฝืนท้าทายกฎที่ไม่มีผู้ใดเคยโค่นล้มได้... เยี่ยหลิง หยุดก่อนเถอะ"
น้ำเสียงของไป่หลิงเซียนราบเรียบ แต่สั่นเครือเล็กน้อยในยانوวินาทีที่ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกของนางสัมผัสลงบนข้อศอกของเขา มันเป็นความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิดภายใต้ท่าทีเยชา แต่กลับร้อนรุ่มยิ่งกว่าไฟโลกันต์ในยามที่ชีวิตของชายหนุ่มผู้นี้กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เยี่ยหลิงหันกลับมามองสตรีผู้ครองใจเขา รอยยิ้มหยันอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาที่เคยกราดเกรี้ยวอ่อนลงชั่วพริบตาเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความห่วงหา
"หลingเซียน... ตั้งแต่วันที่อาจารย์ของข้าต้องดับสูญภายใต้เงื้อมมือของพวกมัน ฟ้าดินนี้ก็ไม่มีความหมายอันใดสำหรับข้าอีกต่อไปแล้ว" เยี่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงหนักแน่นดั่งขุนเขา "หากสวรรค์ต้องการชีวิตของข้า เพื่อแลกกับการล้างแค้นให้สำนักกระบี่โลหิต ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้... ผ่าสวรรค์ออกเป็นสองเสี่ยงให้ดู!"
สิ้นคำพูดนั้น ประหนึ่งว่าเบื้องบนทรงพิโรธยิ่งขึ้น เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งยุทธภพ สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์เส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาจากใจกลางมิติที่ฉีกขาด มันไม่ใช่สายฟ้าธรรมดา แต่มันคืออักขระโบราณแห่งทัณฑ์สวรรค์ที่ร้อยเรียงกันเป็นตาข่ายเพลิง พุ่งตรงมายังจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าจิตสัมผัสจะหลบหลีก!
"ระวัง!"
ไป่หลิงเซียนไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างระหงพุ่งทะยานเข้าขวางหน้าเยี่ยหลิงในเสี้ยววินาทีเป็นตาย เคล็ดวิชา "เหมันต์นิรันดร์" ถูกปลดปล่อยออกมาจนสุดกำลัง ไอเย็นจัดระดับแช่แข็งวิญญาณแผ่ขยายออกเป็นโดมแก้วใส หวังจะต้านทานสายฟ้าพิโรธจากสวรรค์
เปรี้ยงงงงงง!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกมหาศาลทำให้พื้นดินรัศมีร้อยลี้พังทลายยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึก คลื่นกระแทกปราณสะท้อนกลับจนไป่หลิงเซียนกระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำโต ร่างบางเซถลาถอยหลัง ทว่าเยี่ยหลิงไวรัสกว่า เขาโอบเอวบางของนางเข้ามารับไว้ในอ้อมอก ปราณกระบี่โลหิตระเบิดออกปกป้องทั้งคู่จากเศษซากหินผาที่ปลิวว่อน
"เจ้าคนโง่เง่า! ใครใช้ให้เจ้ามารับแทนข้ากัน!" เยี่ยหลิงคำรามด้วยความเจ็บปวดและร้อนรน ร่างกายของเขาอาบย้อมไปด้วยโลหิตจากการต้านแรงกดดันเมื่อครู่
"ข้า... ไม่ยอมให้ผู้ใดพรากเจ้าไปจากสายตาข้าทั้งนั้น... แม้แต่สวรรค์ก็ไม่มีสิทธิ์" ไป่หลิงเซียนซบหน้าลงกับอกแกร่ง หยดน้ำตาใสไหลรินจากดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชา หยดลงบนอาภรณ์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของชายหนุ่ม มันคือหยดน้ำตาแห่งความรักและความอาลัยที่หลอมละลายน้ำแข็งในใจนางจนหมดสิ้น
ในวินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่เพียงลมหายใจนั้นเอง...
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด เสียงคำรามของสายฟ้าหยุดชะงักลงทันที ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง เมฆทมิฬบนท้องฟ้าแหวกตัวออกเป็นช่องว่าง เผยให้เห็นดวงเนตรสีทองคู่มหึมาคู่หนึ่ง—ดวงเนตรที่ไร้ซึ่งความรู้สึก เมตตา หรืออารมณ์ใดๆ มันกำลังจ้องมองลงมายังพวกเขาทั้งสองจากเบื้องบนสุดขอบฟ้า
ไม่ใช่แค่ทัณฑ์สวรรค์... แต่นี่คือ "ผู้ตรวจการแห่งบรรพกาล" ตัวตนจากสรวงสวรรค์ที่แท้จริงเริ่มจับจ้องมาที่การเดินทางของพวกเขาแล้ว!
เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังทองคำจากแดนสุขาวดีดังขึ้นในห้วงความคิดของทั้งคู่โดยตรง
*"มดปลวกผู้ต่ำต้อย... บังอาจฝ่าฝืนลิขิต ชะตาของพวกเจ้า... สิ้นสุดลง ณ บัดนี้"*
เยี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นมองดวงเนตรสีทองคู่นั้น รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนเลือดอีกครั้ง แม้ร่างจะบอบช้ำจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง แต่จิตวิญญาณแห่งกระบี่ในตัวเขากลับลุกโชนยิ่งกว่าเพลิงกัลป์
เขากระชับกระบี่โลหิตในมือแน่น หันไปมองสตรีในอ้อมกอดที่พยักหน้ารับให้อย่างรู้ใจ ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาอีก มีเพียงแววตาของจอมยุทธ์ผู้ท้าทายฟ้าดิน และนางเซียนผู้พร้อมจะเคียงข้างลงสู่นรกอเวจีด้วยกัน
ทว่า... ก่อนที่เยี่ยหลิงจะทันได้เหวี่ยงกระบี่ซัดใส่ดวงเนตรบนฟ้า พื้นดินเบื้องหลังพวกเขากลับระเบิดออก หมอกสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคย—เสียงของศัตรูคู่อาฆาตที่พวกเขาตามล่ามาตลอดทาง และในขณะเดียวกัน เงาดำนับร้อยสายก็ปรากฏขึ้นปิดล้อมพวกเขาทุกทิศทุกทาง!
งานนี้... พวกมันไม่ได้มาเพื่อขัดขวาง แต่มาเพื่อเก็บเกี่ยวหัวใจของพวกเขาไปพร้อมกับทัณฑ์สวรรค์!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่และสายลมไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 7
คำเตือนจากสรวงสวรรค์
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!