“หากพวกเจ้าคิดว่าคราบเพลิงโลกันตร์เมื่อครู่คือจุดจบของความพินาศ... ก็จงลืมตาดูหุบเขาเบื้องล่างเสียเถอะว่าความตายที่แท้จริงมีหน้าตาเช่นไร”
สำเนียงราบเรียบเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูสะท้อนก้องกังวาน ท่ามกลางหมู่แมกไม้ที่ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน กลิ่นไอความตายคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอายอสูรบรรพกาลที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอากาศ เยี่ยหลิงยืนหยัดอยู่บนยอดผาชัน ร่างกายโชกโชนด้วยคราบเลือดและหยาดเหงื่อ แต่แววตากลับคมกริบดุจคมกระบี่โลหิตที่ยังไม่ได้รับการลิ้มลองโลหิตศัตรูให้หนำใจ
*“ฮ่าๆๆๆ! เจ้าเด็กโง่... จิตสังหารรุนแรงถึงเพียงนี้ ระวังเถอะว่าวันใดวันหนึ่งหัวใจของเจ้าจะด้านชาจนกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดเสียเอง”*
เสียงหัวเราะแหบพร่ากวนประสาทดังขึ้นในห้วงจิตวิญญาณ นั่นคือเสียงของ ‘เจ้าอสูรจันทรา’ สัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ในกระบี่โลหิตข้างกาย มันส่งกระแสจิตเยาะเย้ยถากถางตามนิสัยเดิม
เยี่ยหลิงแค่นเสียงหึในลำคอ ใบหน้าคมคายปรากฏรอยยิ้มหยันที่มุมปากเล็กน้อย “หุบปากของเจ้าไปเสีย เจ้าอสูรแก่ หากข้ากลายเป็นปีศาจ เจ้าคงเป็นตัวแรกที่ถูกข้าใช้กระบี่เล่มนี้สับเป็นหมื่นชิ้น”
*“จุ๊ๆๆ เจ้าเด็กนี่ ช่างอกตัญญูต่อนายท่านผู้ผนึกเจ้าเสียจริง ข้าอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี... ว่าแต่ สัมผัสปะหลาดเบื้องหน้านั้นเจ้าสัมผัสได้หรือไม่? มันกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วระดับที่ต่อให้เจ้าทะยานร่างเต็มกำลัง ก็ยังช้ากว่ามันสามลมหายใจ!”*
เมื่อได้ยินคำเตือนนั้น เยี่ยหลิงพลันหุบยิ้ม ดวงตาคมกริบหรี่ลงครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณของจอมยุทธ์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนบอกเขาว่า บรรยากาศรอบตัวกำลังเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
*วูบ—!*
อุณหภูมิในหุบเขาหมื่นพิษที่ควรจะอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นไอพิษร้าย กลับลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัว ในชั่วพริบตาเดียว หยาดน้ำค้างบนใบไม้แปรเปลี่ยนเป็นผลึกน้ำแข็งสีคราม ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ราวกับว่าฤดูเหมันต์อันโหดร้ายได้ถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ ณ ดินแดนแห่งนี้ด้วยอิทธิฤทธิ์ของผู้มีตบะแก่กล้า
*“นี่มัน... ปราณเหมันต์บริสุทธิ์? หรือว่านางมารน้ำแข็งแห่งหุบเขาเหมันต์จะมาเยือนแดนดินถิ่นนี้จริงๆ?”* เจ้าอสูรจันทราส่งเสียงอุทานด้วยความแปลกใจ แม้แต่มันที่เป็นสัตว์อสูรบรรพกาลยังต้องแสดงอาการระแวดระวัง
เยี่ยหลิงไม่ได้เอ่ยคำใด ร่างกายของเขายังคงนิ่งงันดุจรูปปั้นหินผา แต่กล้ามเนื้อทุกมัดกลับเกร็งตึงพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้าที่หมอกหนาทึบกำลังถูกไอเย็นเฉียบแหวกลู่เป็นทาง
หว่างหมอกสีขาวโพลนที่ปกคลุม ร่างระหงร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ทว่าสง่างามและมั่นคง
นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายด้วยด้ายไหมเหมันต์สะท้อนประกายระยิบระยับ เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย ปิ่นปักผมรูปดอกเหมันต์ส่องประกายแสงเย็นเยียบ ใบหน้ารูปไข่ไร้ที่ติ งดงามจนล่มบ้านล่มเมือง ทว่า... มันกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ สิ้นเชิง แววตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และสูงส่งราวกับเทพเซียนบนสรวงสวรรค์ที่มองลงมายังมดปลวกเบื้องล่าง นางคือ ‘ไป่หลิงเซียน’ เทพธิดาแห่งหุบเขาเหมันต์ ผู้ซึ่งผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามว่า ‘นางเซียนผู้ไร้ใจ’
นางหยุดยืนห่างจากเยี่ยหลิงเพียงสิบก้าว ปราณเหมันต์รอบกายของนางแผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้แหลกสลาย
“ผู้ใดที่ใช้เพลิงโลกันตร์แผดเผาผืนป่าแห่งนี้... เจ้าหรือ?”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ ดุจสายน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง แต่กลับทรงพลังกดดันจนทำให้ลมหายใจของเยี่ยหลิงสะดุดไปชั่วขณะ ปราณกดดันระดับนี้... สูงส่งยิ่งกว่าปรมาจารย์ที่เขาเคยพบเจอมาตลอดชีวิต!
เยี่ยหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับความปั่นป่วนของลมปราณในกาย ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากตามแบบฉบับของเขา ดวงตาสบประสานกับดวงตาคู่สวยที่เย็นชาคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว
“แม่นางเซียน... การทักทายผู้มีพระคุณที่เพิ่งช่วยกำจัดมารร้ายด้วยสายตาเยือกเย็นเช่นนี้ ดูจะไม่ค่อยสมกับฐานะผู้บรรเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะเท่าใดกระมังครับ” เยี่ยหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาทเล็กน้อย จงใจท้าทายขอบความอดทนของอีกฝ่าย
ไป่หลิงเซียนขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย เป็นปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยที่สุดเท่าที่สตรีผู้นี้เคยแสดงออกมา นางปรายตามองคราบเลือดบนตัวเยี่ยหลิงและกระบี่โลหิตในมือของเขา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“มารร้ายหรือ? สิ่งที่เจ้ากำจัดไปเมื่อครู่ เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในค่ายกลลับของสำนักมารโลหิต การกระทำสะเพร่าของเจ้า ทำให้แผนการกวาดล้างของหุบเขาเหมันต์พังทลายลงในพริบตา... เจ้าสมควรตาย”
สิ้นคำพูดของนาง อากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบน้ำแข็งนับหมื่นเล่ม พุ่งชี้เป้ามาที่เยี่ยหลิงในรัศมีวงล้อมรอบทิศทาง ทุกอณูอากาศถูกตรึงไว้ด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นจนแทบหยุดหายใจ
เยี่ยหลิงกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ปราณโลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากร่างเพื่อต้านทานไอเย็นที่กำลังกัดกินผิวเนื้อ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงไม่จางหาย แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด
“โอ้? แผนการพังทลายเพราะข้าอย่างนั้นหรือครับ? หากพวกท่านเก่งกาจจริง ไยปล่อยให้พวกมันลอยนวลอยู่จนถึงตอนนี้เล่า... หรือว่า ‘นางเซียนผู้ไร้ใจ’ เช่นท่าน แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงสตรีผู้ชอบโทษผู้อื่นเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตนเองกันแน่?”
*ฉับพลัน!*
อุณหภูมิรอบตัวดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในเสี้ยววินาที ไป่หลิงเซียนก้าวเท้าขึ้นมาหนึ่งก้าว ร่างของนางหายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย!
ก่อนที่ความคิดของเยี่ยหลิงจะทันประมวลผล ปลายกระบี่น้ำแข็งใสสะอาดราวกับผลึกแก้วบริสุทธิ์ก็พุ่งตรงมาจ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของเขา ห่างกันเพียงแค่ปลายเส้นผม โดยมีไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาจนผิวหนังบริเวณนั้นชาด้านไปหมด
ทว่า ในวินาทีที่ความตายอยู่ห่างเพียงแค่เสี้ยวลมหายใจ ไป่หลิงเซียนกลับชะงักฝีเท้าลง ปลายกระบี่หยุดนิ่งสนิท ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยว่างเปล่ากลับไหววูบลงเล็กน้อย เมื่อนางสังเกตเห็นลวดลายอักขระโบราณบนด้ามกระบี่โลหิตที่เยี่ยหลิงถืออยู่... ลวดลายที่นางเฝ้าตามหามาตลอดร้อยปี!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 2
พบพานนางเซียนน้ำแข็ง
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!