กลิ่นคาวโลหิตมิได้ลอยฟุ้งมาจากผืนดิน หากแต่พวยพุ่งมาจากผืนฟ้าที่ถูกย้อมจนกลายเป็นสีชาด
หมู่บ้านสาลี่เขียวในยามนี้มิใช่ชุมชนอันสงบสุขอีกต่อไป เบื้องหน้าคือซากปรักหักพังของเรือนไม้ที่ยังคงคุกกรุ่นด้วยเปลวเพลิงสีคราม ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ขาดห้วงลงทีละราย...ทีละราย ดั่งเสียงดนตรีแห่งความตายที่สำแดงบรรเลงโดยกองทัพขุนพลมารโลหิต นำโดย ‘แม่ทัพมารอัคคีทมิฬ’ ผู้ถือครองกระบี่กระดูกผีดิบ รัศมีปราณสีดำทมิฬแผ่ขยายกดทับจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
“ฮ่าๆๆๆ! มดปลวกไร้ค่าเหล่านี้ ช่างบังอาจนักที่คิดขัดขวางเส้นทางบรรพกาลของสำนักมารโลหิต! ใครขวาง—ต้องตายอย่างไร้ที่กลบฝัง!”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังกึกก้องบาดแก้วหู แม่ทัพมารอัคคีทมิฬตวัดกระบี่ในมือส่งคลื่นพลังมารผ่าร่างของชายชราผู้ใหญ่บ้านจนขาดเป็นสองท่อน เลือดสาดกระเซ็นย้อมผืนดินสีหม่นให้กลายเป็นทะเลเลือดข้นคลั่ก ผู้คนในหมู่บ้านที่เหลือรอดต่างหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเบิกโพ้าง페ดด้วยความสิ้นหวัง ลมหายใจรวยรินรอคอยความตายที่จะมาเยือนในอีกไม่กี่ลมหายใจ
ทว่า... ในวินาทีที่ความมืดมิดแผ่คลุมจิตใจของทุกคน สายลมรอบกายกลับพลันหยุดนิ่ง
มิใช่สายลมที่พัดผ่านตามธรรมชาติ แต่มันคือการหยุดนิ่งของกาลเวลาเมื่อเผชิญหน้ากับ ‘บางสิ่ง’ ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย
*ฉับพลัน!*
ประกายแสงสีแดงโลหิตสายหนึ่งพุ่งแหวกฟ้าคำรามดั่งอัสนีบาตฟาดลงกลางลานหมู่บ้าน แรงกดดันจากลมปราณที่ระเบิดออกกะทันหันทำเอาเหล่าทหารมารนับร้อยนายกระเด็นกระดอนราวกับใบไม้ปลิว ร่างของพวกมันแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงก่อนที่จะทันได้กรีดร้องเสียด้วยซ้ำ!
ฝุ่นควันจางลง ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนซากปรักหักพัง
เส้นผมสีดำสนิทถูกมัดรวบไว้ด้วยผ้าคาดสีแดงเข้ม ใบหน้าคมคายหล่อเหลาแต่เย็นชาดุจน้ำแข็ง สันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาคู่นคมกริบดั่งเหยี่ยวเวหาที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ในมือขวาของเขาถือกระบี่เล่มหนึ่ง—กระบี่ที่ไม่มีลวดลายวิจิตรตระการตา ทว่าตัวกระบี่กลับหล่อหลอมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ และส่งเสียงคำรามฮùมฮ่ามต่ำทุ้มในลำคอ ราวกับมันกำลังกระหายเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต
“เจ้า... เจ้าเป็นผู้ใดกัน? กล้าดียังไงมาสอดมือเข้ายุ่งเรื่องของสำนักมารโลหิต!” แม่ทัพมารอัคคีทมิฬแผדเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด แม้ปากจะตะคอก แต่หน้าผากของมันกลับมีหยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลริน สัญชาตญาณดิบของนักรบมารกำลังกรีดร้องเตือนภัยว่า บุรุษเบื้องหน้านี้อันตรายยิ่งกว่าอสูรบรรพกาลพันตัวรวมกัน
เยี่ยหลิงไม่แม้แต่จะชายตามองคู่สนทนา เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่หัวไหล่เบาๆ สายตาคมปลาบกวาดมองซากศพของชาวบ้านที่นอนเกลื่อนกลาด ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังร้องไห้กอดมารดาผู้ล่วงลับ
แววตาที่เยียบเย็นของเยี่ยหลิงไหววูบไปชั่วขณะ ปมในอดีต—วันที่อาจารย์ของเขาต้องสิ้นชีพลงต่อหน้าต่อตาเพราะความไร้พลัง—ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ดึงเอาความโกรธเกรี้ยวอันดิบเถื่อนที่ถูกกดทับไว้ให้ปะทุขึ้นอีกครา
*“ฮรึ่ม! เจ้ามนุษย์โง่เขลา... กลิ่นอายของพวกสวะมารพวกนี้เหม็นสาบจนข้าอยากจะอาเจียน รีบๆ จัดการแล้วปลดปล่อยวิญญาณพวกมันให้ข้ากลืนกินเสียที ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วนะเว้ย!”*
เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเยี่ยหลิง มันคือเสียงของ ‘เจ้าอสูรจันทรา’ สัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกกักขังอยู่ภายในคมกระบี่โลหิต น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและกระหายเลือดตามประสาอสูรเฒ่าผู้ผ่านโลกมานานนับหมื่นปี
“หุบปากน่าเจ้าแก่ตัณหากลับ ถ้าเจ้ายังส่งเสียงน่ารำคาญอีก ข้าจะเอาเลือดหมามารพวกนี้ราดรดฝักกระบี่ให้สาแก่ใจ” เยี่ยหลิงตอบกลับในใจด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม
*“ฮ่าๆๆๆ เจ้าเด็กเวรนี่! กล้าดียังไงมาขู่ข้า ผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าเคยกลัวเลือดสกปรกพวกนี้ที่ไหนกันเล่า! เอาเลย! สับพวกมันให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วส่งวิญญาณมาให้ข้าลิ้มลองรสชาติแห่งความแค้นซะ!”*
แม่ทัพมารอัคคีทมิฬเห็นศัตรูยืนนิ่งไม่ไหวติง แถมยังเหมือนกำลังเหม่อลอย ความอัปยศอดสูพลุ่งพล่านจนหน้าดำคร่ำเครียด มันแผดเสียงคำรามลั่นสะเทือนฟ้าดิน ยกกระบี่กระดูกผีดิบในมือพุ่งทะยานเข้าใส่เยี่ยหลิงด้วยความเร็วสูงสุด พลังมารสีดำทมิฬรวมตัวกันเป็นรูปหัวกะโหลกขนาดมหึมาหมายกลืนกินร่างของอีกฝ่ายให้ดับดิ้นในกระบี่เดียว!
“ตายซะเถอะไอ้เด็กเวร—! วิชา ‘มารโลหิตผ่าปฐพี’!”
รัศมีกระบี่สีดำทะมึนแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อย丈 แรงลมกรรโชกจนพื้นดินแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ชาวบ้านที่เหลือรอดต่างหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว คิดว่าอย่างไรเสียบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คงไม่รอดพ้นเงื้อมมือมรณะ
ทว่า เยี่ยหลิงกลับมิได้ขยับเขยื้อnกายหนีแม้แต่น้อย
มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ดูวิปลาสและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภูตผี
“วิชาขยะ... ยังกล้าเอามาอวดอ้างต่อหน้ากระบี่ของข้า”
*แคว่ก!*
พริบตานั้น ร่างของเยี่ยหลิงก็เลือนหายไปจากจุดเดิม ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก!
แม่ทัพมารอัคคีทมิฬเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องดังลั่นสมอง มันรีบตวัดกระบี่กลับหลังป้องกันสัญชาตญาณ ทว่า... มันสายเกินไปเสียแล้ว
*ฉับ!*
ประกายแสงสีแดงโลหิตสว่างวาบขึ้นราวกับดาราดับแสงบนฟากฟ้า มันเป็นความงามที่เย็นเยียบและอันตรายถึงชีวิต คมกระบี่โลหิตกรีดผ่านอากาศด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง ร่างของแม่ทัพมารอัคคีทมิฬแข็งค้างกลางอากาศ รอยตัดเรียบเนียนราวกระดาษปรากฏขึ้นที่ลำคอของมัน ก่อนที่ศีรษะโตจะค่อยๆ เลื่อนหลุดจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดขึ้นสูงราวน้ำพุ ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
เหล่าทหารมารที่เหลือรอดต่างอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขุนพลผู้เกรียงไกรของพวกมัน กลับถูกสังหารได้ภายในกระบวนท่าเดียว—ไม่สิ... แม้แต่เงาของกระบี่ พวกมันก็ยังมองไม่ทันด้วยซ้ำ!
“ปีศาจ... เขาคือปีศาจ!”
ทหารมารนายหนึ่งกรีดร้องด้วยความสติแตก มันหันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าพ้นสามก้าว คลื่นปราณกระบี่สีแดงโลหิตสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงแผ่นหลังของมันทะลุออกหน้าอก ร่างของมันล้มลงนอนแน่นิ่งจมกองเลือดตามกันไป
เยี่ยหลิงยืนถือกระบี่นิ่ง หยดเลือดสีแดงฉานค่อยๆ ไหลหยดจากปลายคมกระบี่ลงสู่พื้นดินทีละหยด... ทีละหยด เสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังก้องกังวานในความเงียบงัน ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่ความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ในที่แห่งนี้
ทว่า ในขณะที่เยี่ยหลิงกำลังจะเก็บกระบี่เข้าฝัก สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ขอบฟ้าทิศประจิม
กลุ่มเมฆหมอกสีดำทมิฬนับพันลี้กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้1ลมหายใจของเยี่ยหลิงถึงกับติดขัด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... กลางกลุ่มเมฆหมอกนั้น มีร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งกำลังลอยตัวอยู่ท่ามกลางโซ่ตรวนสีทองคำโบราณที่ล่ามร่างของนางไว้ แน่นหนา
ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางเซียนผู้ไร้ซึ่งกิเลส ทว่าแววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี และที่สำคัญที่สุด... สตรีผู้นั้นกำลังจ้องมองมาที่เยี่ยหลิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนยากจะหยั่งถึง
“นางเซียนไร้ใจ... ไป่หลิงเซียน?” เยี่ยหลิงพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ ด้วยความคาดไม่ถึง
และก่อนที่เขาจะได้ตั้งตัว ทันใดนั้นเอง โซ่ตรวนสีทองคำบนฟ้าก็ระเบิดแสงเจิดจ้า พร้อมกับเสียงประกาศิตจากสวรรค์ที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า—
*“ผู้ใดที่บังอาจฝืนลิขิตฟ้า... วันนี้ ต้องมอดไหม้กลายเป็นจุลพร้อมกับวิญญาณของมัน!”*
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันครับ
- ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 1
คมกระบี่ที่ร้องเรียกความตาย
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!