“ตระกูลวาลคีรีผู้สูงส่ง คงไม่ได้มีดีแค่การยืนเก๊กท่าบนอัฒจันทร์หรอกนะคะ คุณหนูวาเลนเรีย?”
น้ำเสียงหวานใสทว่าแฝงความเย้ยหยันดังขึ้นก้องสนามประลองเวทกลางแจ้งของสถาบันอคาเดมี่อาร์คนัวร์ เม็ดทรายสีขาวสะท้อนแสงแดดจัดจนเกิดละอองแสงระยิบระยับ ลูเซียน่า หรือที่สหายร่วมชั้นเรียกขานกันว่า ‘ลูซ’ ยืนไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ปลายเท้าเคาะจังหวะลงกับพื้นศิลาตามเสียงเพลงในใจ ขณะที่นัยน์ตาสองสี—ข้างหนึ่งเป็นประกายสีฟ้าใสราวน้ำแข็ง และอีกข้างเป็นสีอำพันอบอุ่น—จ้องมองคู่กรณีด้วยความสนุกสนาน
วาเลนเรีย เมอร์ซิลีส ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ใบหน้ารูปไข่ที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทะนงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม้เท้าเวทมนตร์หัวอัญมณีรัตนชาติในมือของเธอกำลังสั่นระริก ละอองเวทธาตุไฟสีแดงฉานพวยพุ่งรอบกายจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นคลื่นความร้อน
“สามหาวนักนะ นังเด็กสามัญชนไร้ตระกูล! วันนี้ฉันจะสอนให้เธอรู้สำนึกเองว่า ระหว่างสายเลือดบริสุทธิ์กับเศษสวะอย่างเธอมันมีเส้นกั้นบางๆ ที่ไม่มีวันเอื้อมถึงอยู่!”
วาเลนเรียแผדเสียงกรีดร้องด้วยความเดือดดาล เวทมนตร์ระดับกลาง ‘ห่าฝนอัคคีทมิฬ’ ถูกร่ายออก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าต่างโปร่งใสสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของลูเซียน่าตามกลไกของระบบอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของเธอ
[ติ๊ง! ตรวจพบการใช้เวทมนตร์โจมตีวงกว้าง ระดับพลัง: 4.8 หน่วยมานา]
[คำแนะนำจากระบบ: วิเคราะห์จุดอ่อนของกระแสมานา ความหนาแน่นของธาตุไฟทางด้านซ้ายมีความผันผวนสูง เนื่องจากผู้ใช้เร่งรัดกระบวนการร่าย แนะนำให้ใช้เวทมนตร์ธาตุดินผสานลมเพื่อหักล้าง หรือสวนกลับด้วยกระแสธาตุน้ำในมุม 45 องศา]
ลูซแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เสียงแจ้งเตือนของระบบเป็นดั่งเสียงดนตรีขับกล่อมท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด เธอมองทะลุปรุโปร่งถึงโครงสร้างเวทมนตร์ที่ซับซ้อนของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ด้วยความทรงจำที่เป็นเลิศและการคำนวณที่แม่นยำราولสมองกลมานารุ่นล่าสุด ทำให้เธอไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย
“ขอบใจนะเจ้า ‘ระบบ’ ตัวแสบ...” ลูซพึมพำกับตัวเองเบาๆ
พรึบ!
เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะยานเข้าหาเธอราวกับพญานาคราชอัคคี เสียงคำรามของเปลวไฟแผดเผาอากาศจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะๆ ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ บางคนถึงกับหลับตาปี๋ด้วยความกลัวว่าร่างของเด็กสาวสามัญชนจะถูกเผาจนกลายเป็นจุล
ทว่า ลูเซียน่ากลับไม่ขยับเขยื้อน เธอเพียงแต่ยกมือซ้ายขึ้นอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวสวยสะบัดเป็นวงกลมกลางอากาศ ละอองมานาสีฟ้าครามและสีเขียวมรกตไหลทะลักออกมาจากร่ายกายของเธอราวกับสายน้ำหลาก
“กำแพงพฤกษามายา...” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
ครืนนน!
พื้นศิลาเบื้องหน้าแตกออก รากไม้โบราณขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินถักทอกลายเป็นกำแพงหนาทึบ เคลือบด้วยละอองน้ำบริสุทธิ์ที่ดึงความชื้นจากชั้นบรรยากาศมารวมกันในพริบตา เมื่อเปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราดปะทะเข้ากับกำแพงไม้และม่านน้ำ เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้น ควันสีขาวพวยพุ่งตลบอบอวลไปทั่วสนามประลองจนมองไม่เห็นร่างของทั้งสองคน
อาจารย์ประจำวิชาประลองเวท ซึ่งยืนกอดอกสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงหอคอยสูง ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความทึ่ง สายตาคมกริบมองทะลุกลุ่มควันหนาทึบนั้นด้วยความสนใจ
*‘เด็กคนนั้น... ใช้เวลาไม่ถึงสามวินาทีในการวิเคราะห์โครงสร้างเวทแถมยังดึงธาตุธรรมชาติรอบตัวมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้รอยต่อ... น่าสนใจจริงๆ’* อาจารย์เซเลสเทียที่ยืนกอดอกอยู่ข้างเสาหินขนาดใหญ่ เผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด นัยน์สีนิลคู่นั้นจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของลูซด้วยความลุ่มลึก
ท่ามกลางกลุ่มควันจางลง ร่างของวาเลนเรียยืนหอบหายใจโยน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าอันงดงามแต่บิดเบี้ยวด้วยความแค้น เปลวไฟในมือของเธอมอดดับลงแล้วเนื่องจากสูญเสียมานาไปเป็นจำนวนมากจากการโจมตีเมื่อครู่
“เป็นไปไม่ได้! ทำไมเวทมนตร์ของเธอถึง...!” วาเลนเรียแผดเสียงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ตัวเธอผู้เป็นทายาทตระกูลขุนนางเก่าแก่ ทุ่มเทฝึกฝนเวทมนตร์ธาตุไฟมาตั้งแต่เด็ก กลับไม่สามารถทำร้ายเด็กสาวสามัญชนคนนี้ได้แม้แต่รอยขีดข่วน!
“ความโกรธเกรี้ยวทำให้สมาธิของคุณหนูบกพร่องนะคะ และการใช้เวทมนตร์โดยปราศจากการคำนวณกระแสมานา ก็ไม่ต่างอะไรกับการสาดน้ำใส่หินผา... เหนื่อยเปล่าและไร้รอยขีดข่วนค่ะ” ลูเซียน่าก้าวเดินทะลุกลุ่มควันออกมาอย่างสง่างาม เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนกับแสงอาทิตย์ ท่าทีของเธอเยือกเย็นและผ่อนคลายราวกับกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ หาใช่การยืนอยู่กลางสนามประลองเป็นตายไม่
“แก... แกมันอวดดีนัก!” วาเลนเรียกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่ง เธอควักขวดแก้วคริสตัลสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าคาดเอว ของเหลวหนืดข้นสีแดงเข้มราวดั่งเลือดสดๆ ไหลวนอยู่ภายในขวดนั้น
เสียงซุบซิบดังขึ้นอึงอลทั่วอัฒจันทร์ ทันทีที่ขวดแก้วนั้นปรากฏสู่สายตา
“นั่นมัน... ‘น้ำยาโลหิตอสูร’ นี่นา!”
“บ้าไปแล้ว! นั่นเป็นสิ่งต้องห้ามในสถาบันไม่ใช่หรอก? ถ้ากินเข้าไป มานาจะทะยานขึ้นสิบเท่าแต่จะสูญเสียสติสัมปชัญญะและทำลายวงจรมานาในร่างกายนะ!”
“คุณหนูวาลคีรีเสียสติไปแล้วหรือไง แค่การประลองในคาบเรียนทำไมถึงต้องใช้ของอันตรายขนาดนั้น!”
ลูเซียน่าหรี่ตาลง รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา นัยน์ตาสองสีทอประกายเย็นเยียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระบบอัจฉริยะในหัวของเธอส่งเสียงเตือนรัวเร็วจนน่ารำคาญ
[แจ้งเตือนด่วน! ตรวจพบวัตถุอันตรายระดับ A: น้ำยาโลหิตอสูร (Blood Fiend Potion)]
[คำเตือน: หากเป้าหมายใช้สารนี้ อัตราการทำลายล้างสนามประลองจะสูงถึง 98.4% และความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมจะอยู่ในขั้นวิกฤต]
[ภารกิจพิเศษฉุกเฉินถูกกระตุ้น: "หยุดยั้งคลุ้มคลั่งของวาลคีรี" | รางวัล: ปลดล็อกข้อมูลลับของหอคอยต้องห้ามชั้นที่ 4 | บทลงโทษหากล้มเหลว: เสียสิทธิ์การเข้าหอคอย 1 เดือน]
*‘ช่างกล้าเสียจริง... ขโมยของต้องห้ามจากคลังใต้ดินมาใช้ในคาบเรียนแบบนี้ ดูท่าเบื้องหลังเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่ความบาดหมางส่วนตัวระหว่างเด็กผู้หญิงสองคนแน่ๆ’* ลูซคิดวิเคราะห์ในเสี้ยววินาที ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเลวร้ายลง
“ตายซะเถอะ นังสารเลว!” วาเลนเรียเปิดจุกขวดด้วยฟันและกระดกของเหลวสีดำนั้นลงคอในรวดเดียว
โฮกกกกก!
เสียงคำรามต่ำลึกราวกับสัตว์ร้ายจากขุมนรกดังสะท้อนก้องไปทั่วสนาม ผิวหนังของวาเลนเรียเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามลำคอและใบหน้า ดวงตาสองข้างเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า กลายร่างเป็นสีแดงฉานไร้ซึ่งแววตาของความเป็นมนุษย์ มานาสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักออกมาจากร่างของเธอดุจคลื่นพายุหมุน แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนเหล่านักเรียนบนอัฒจันทร์ต่างหวาดกลัวจนต้องถอยร่น
อาจารย์เซเลสเทียที่ยืนอยู่บนหอคอยสูง ขยับตัววูบเดียว ร่างบางของอาจารย์สาวลึกลับก็หายไปจากจุดเดิมในพริบตาด้วยวิชาเคลื่อนย้ายพริบตา ทว่า... ยังไม่ทันที่ร่างของเธอจะพุ่งลงมาถึงกลางสนาม สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
พื้นศิลาเบื้องหน้าของลูเซียน่าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของวาเลนเรียในร่างอสูรพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือเสียง กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งตรงเข้าหมายจะเด็ดชีพของเด็กสาวอัจฉริยะในพริบตาเดียว!
ปัง!
ม่านพลังสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นขวางกั้นระหว่างกรงเล็บอสูรกับใบหน้าของลูซ แรงกระแทกส่งผลให้พื้นรอบตัวยุบลงไปเป็นหลุมลึก ลูเซียน่ายืนนิ่งค้าง เส้นผมปลิวสยายตามแรงลม มานาสีทองลึกลับที่อยู่รอบตัวเธอไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากเวทมนตร์ของเธอเอง... แต่มันมาจากรอยประทับแปลกประหลาดที่หลังมือซ้าย ซึ่งเพิ่งเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
หน้าต่างระบบของลูซดับวูบลงชั่วขณะ ก่อนจะปรากฏข้อความใหม่ด้วยตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบถี่ๆ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติการใช้งาน
[WARNING: Detected external anomaly signature.]
[ระบบอัจฉริยะถูกแทรกแซงโดย: "กุญแจแห่งบรรพกาล (Primordial Key)"]
[คำเตือนจากระบบส่วนกลาง: ตรวจพบตัวตนที่เจ็ดในหอคอยต้องห้ามกำลังตื่นจากการหลับใหล... และเป้าหมายแรกคือเด็กสาวผู้ถือครองรหัสผ่าน!]
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเอาใจช่วยลูเซียน่าในตอนนี้นะคะ
แอสทริดธาตุมนต์
ระบบอัจฉริยะของยัยตัวแสบกับหอคอยต้องห้าม•ตอนที่ 7
วิชาประลองเวทที่เดือดดาล
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบอัจฉริยะของยัยตัวแสบกับหอคอยต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!