วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง•ตอนที่ 2

สัมผัสแห่งความเย็นเยียบ

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"เจ้ายังกล้าก้าวเข้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้อีกหรือ… หลี่เฟยหง" เสียงกังวานดั่งระฆังทองสำริดสะท้อนก้องกราบไปทั่วหอพิพากษาเหมันต์ มวลอากาศภายในห้องโถงกว้างใหญ่บีบรัดตัวลงจนแทบแปรเปลี่ยนเป็นของแข็ง ความเย็นเยือกจากไอ,ปราณระดับบรรพกาลแผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้นั่งอยู่เบื้องสูง จนแม้แต่หยาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมก็ยังถูกแช่แข็งให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วพริบตา หลี่เฟยหงไม่แม้แต่จะกะพริบตา แม้จิตสังหารระดับมหาภัยที่กดทับลงมาจากเกราะกระดูกโบราณภายนอกยอดเขายังคงค้างคาอยู่ในห้วงสำนึก แต่ความกดดันภายในห้องโถงพิพากษาแห่งนี้กลับหนักหน่วงและเย็นชาเสียยิ่งกว่า ร่างในชุดคลุมสีขาวปักลายเมฆาอัสนีของเขายืนหยัดตรงแน่วดั่งต้นสนกลางพายุหิมะ ปลายเท้าของเขามั่นคงราวกับรากเหง้าของขุนเขาที่หยกลงลึกถึงใจกลางปฐพี เขากวาดสายตาขึ้นมองเบื้องบน ผ่านม่านหมอกไอเย็นที่ปกคลุมหนาทึบ ณ ใจกลางบัลลังก์น้ำแข็งแกะสลัก นางประทับนั่งอย่างสง่างามไร้ที่ติ เรือนร่างระหงห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ไหมสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองราวกับแสงจันทร์ในคืนเหมันต์นิรันดร์ เส้นผมสีดำสนิทดุจหมึกจีนถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกมังกรเหมันต์ ทว่า… สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือใบหน้ารูปไข่ที่งดงามล่มเมือง หากแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งรูปปั้นหยกขาวที่แกะสลักขึ้นโดยเซียนผู้ไร้หัวใจ นางคือ "เซียนจื่อเวย" เจ้าสำนักเหมันต์วิญญาณ ผู้แบกรับชะตากรรมของแผ่นดินและผนึกโบราณไว้บนบ่าอันบอบบางคู่นั้น "สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อพิพากษาผู้ฝืนกฎสวรรค์…" จื่อเวยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และห่างเหินราวกับสายน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง แต่ลึกลงไปในแววตาสีดำสนิทคู่นั้น กลับไหววูบด้วยประกายประหลาดชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยความเย็นเยือกตามเดิมอย่างรวดเร็ว "เหตุใดเจ้าจึงยังดึงดันกลับมา… หรือคิดว่ากระบี่ไร้ลักษณ์ในมือจะสามารถตัดขาดโซ่ตรวนแห่งเวรกรรมที่เจ้าก่อขึ้นได้" หลี่เฟยหงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและตัวตนของตนเอง "กฎสวรรค์หรือ…" เขาทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานเสียดแทงถึงจิตวิญญาณ "จื่อเวย… เจ้าก็รู้ดีว่าสวรรค์ไม่เคยมีตา มีเพียงผู้มีอำนาจที่ใช้คำว่า 'กฎ' มาเป็นเครื่องมือบงการชีวิตผู้คน ข้า… หลี่เฟยหง ละทิ้งวิถีแห่งเต๋า ปัดกวาดสำนักมาร และเหยียบย่างเข้าสู่แดนมิคสัญนี่ ก็มิใช่เพื่อมาฟังคำพิพากษาจากปากของผู้ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำแข็งหรอกกระมัง" สิ้นคำพูด บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันระอุขึ้นด้วยคลื่นพลังปราณอันดุดัน เปลวเพลิงสีฟ้าครามที่สะท้อนจากภายนอกสาดส่องเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างหินอัสนี เงาร่างของบุรุษสวมเกราะกระดูกโบราณที่อยู่นอกภูเขายังคงส่งเสียงคำรามต่ำๆ สะท้านสะเทือนรากฐานของหอพิพากษาจนเศษหินร่วงหล่นลงมาดั่งหิมะโปรย จื่อเวยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าของนางสง่างามดั่งเทพเซียนก้าวเดินบนกลีบดอกบัว ทว่าทุกย่างก้าวที่นางเคลื่อนไหว ไอเย็นรอบตัวกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเกิดเสียงแตกร้าวของอากาศ "เจ้าประเมินภัยพิบัติภายนอกต่ำเกินไปแล้ว หลี่เฟยหง" นางก้าวเข้ามาใกล้ขอบเขตพิพากษา ดวงตาคู่คมจ้องมองลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเขา "เงาอัสนีทมิฬตนนั้นไม่ใช่ภูตผีธรรมดา แต่มันคือทัณฑ์สวรรค์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับหมื่นปี และเป้าหมายที่แท้จริงของมัน… คือดวงจิตกระบี่ไร้ลักษณ์ในร่างของเจ้า" หลี่เฟยหงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาก้าวเท้าเข้าไปประชิดนางโดยไม่เกรงกลัวต่อไอเย็นที่พร้อมจะแช่แข็งวิญญาณ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของเซียนจื่อเวย—กลิ่นหอมของดอกเหมันต์พันปีที่ผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ—ลอยแตะนาสิก ปลุกเร้าความทรงจำอันลึกล้ำที่ทั้งสองต่างเก็บงำไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา "หากสวรรค์ต้องการดวงจิตนี้..." หลี่เฟยหงกระซิบแผ่วเบา ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา "มันก็ต้องมาเอาไปจากมือข้าด้วยตัวเอง... ไม่ใช่ให้หุ่นเชิดสวมเกราะกระดูกมาส่งเสียงคำรามอยู่หน้าประตูสำนักของเจ้า" จื่อเวยชะงักงัน หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งด้วยพันธะแห่งสำนักและหน้าที่ กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงยามเมื่อสบตากับประกายความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของเขา นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไป หมายจะแตะลงบนบ่าของเขาเพื่อเตือนสติ แต่วินาทีนั้นเอง— *เปรี้ยง!* สายฟ้าสีครามทมิฬสายที่สองฟาดทะลวงหลังคาหอพิพากษาลงมาตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง แรงระเบิดมหาศาลแผดเผาเสาศิลาโบราณจนแตกละเอียดเป็นผุยผง เศษซากหินและอัสนีบาตพุ่งพล่านไปทั่วทิศทาง พร้อมกับเงาร่างมหึมาของบุรุษสวมเกราะกระดูกที่พังทลายประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สั่นประสาท! และในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง… แววตาของจื่อเวยก็เปลี่ยนไป นางมิได้ถอยหนี แต่กลับพลิกกายเข้าประชิดตัวหลี่เฟยหง พร้อมกับชักกระบี่หิมะพญาหงส์ออกจากฝักในมือ ประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องตัดผ่านความมืดมิด นางกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยแต่มุ่งมั่นอย่างถึงที่สุด "ถ้าเจ้าคิดจะฝืนลิขิตฟ้า... ข้าก็จะขอเคียงข้างเจ้า... แม้ว่าวิญญาณจะต้องแตกดับสูญสลายไปพร้อมกันก็ตาม!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%