โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนผืนหิมะบริสุทธิ์ สีแดงเข้มตัดกับความขาวโพลนราวกับรอยหมึกบนกระดาษเซวียนจื่อที่ถูกแต้มด้วยความตาย
ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำดั่งเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาต ณ หมู่บ้านเหมันต์ชายแดนประจิม ร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าซากประตูไม้ที่ถูกพังทลาย เสื้อคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าเปื้อนฝุ่นควันและคราบเลือดสะท้อนความเหน็บหนาวแห่งยุทธภพ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม มือขวาที่ห้อยแนบลำตัวมิได้ถือศาสตราอันเรืองรอง หากแต่กำกุมด้ามจับแห่งความว่างเปล่า—เศษซากดาบเหล็กกล้าที่บิ่นหักจนเหลือเพียงครึ่งเล่ม ทว่าสิ่งท่ีซ่อนอยู่ภายในเศษเหล็กชิ้นนั้น กลับเป็นอภิมหาปราณวิญญาณอันคมกริบดั่งพายุหิมะที่พร้อมจะฉีกกระชากฟ้าดินเป็นจุล
"เจ้า... เจ้ายังกล้าเหยียบย่างมาที่นี่อีกหรือ หลี่เฟยหง"
เสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารดังขึ้นจากเงามืดของศาลาร้างกลางหมู่บ้าน ผู้อาวุโสแห่งพรรคอัคคีทมิฬผู้เหลือรอดคนสุดท้ายกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัวระคนแค้นเคือง แม้ศิษย์ร่วมสำนักนับร้อยจะนอนกลายเป็นศพไร้ลมหายใจอยู่รอบกาย แต่วิถีกระบี่ของคนผู้นี้ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามันเริ่มและจบลงที่ใด
หลี่เฟยหงไม่แม้แต่จะชายตามองซากศพเหล่า3นั้น ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังยอดเขาเหมันต์เบื้องไกล ที่ซึ่งหอคอยน้ำแข็งโบราณตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ที่นั่น... คือสถานที่ที่กักเก็บผนึกพันธนาการแห่งสวรรค์ และคือที่ที่สตรีผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งคนนั้นกำลังยืนหยัดต้านทานเคราะห์กรรมเพียงลำพัง
"วิถีกระบี่หาได้อยู่ที่คมดาบ... หากแต่อยู่ที่ใจซึ่งไร้ซึ่งความลังเล" หลี่เฟยหงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคง ดังก้องกังวานเหนือเสียงลมพายุ ปริศนาธรรมที่ออกจากปากเขามิได้มีไว้เพื่อสั่งสอน หากแต่เป็นการประกาศสัจธรรมแห่งการฆ่าฟัน "พวกเจ้าแย่งชิงสิ่งที่ไม่อาจครอบครอง ดึงดันฝืนลิขิตฟ้า สุดท้าย... ก็เป็นเพียงธุลีดินที่ถูกลมพัดพาให้หายลับ"
"สามห่าว!" ผู้อาวุโสพรรคอัคคีทมิฬแผดเสียงคำราม ลมปราณธาตุไฟระเบิดออกจากร่างจนหิมะรอบกายละลายกลายเป็นไอเดือดพลั่ก ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เขาเงื้อกระบี่เพลิงพุ่งเข้าประชิดตัว หมายจะปลิดชีพหลี่เฟยหงในกระบวนท่าเดียว แสงประกายสีเงินยวงก็วาบผ่านความมืดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ฉัวะ!*
ไม่มีเสียงแหวกอากาศ ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหว หลี่เฟยหงยังคงยืนอยู่ในท่าเดิม เศษดาบในมือขวาแทบไม่ได้ขยับออกจากฝักด้วยซ้ำ ทว่าคอหอยของผู้อาวุโสกลับปรากฏรอยเส้นด้ายสีแดงบางเฉียบ ร่างท้วมนั้นแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแยกออกเป็นสองส่วนล้มฟุบจมกองเลือด ท่ามกลางละอองหิมะที่โปรยปรายลงมากลบเกลื่อนรอยมลทินอย่างรวดเร็ว
ความเงียบสงบอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของบุรุษผู้ไร้พ่าย หลี่เฟยหงหลับตาลงชั่วพริบตา สัมผัสได้ถึงกระแสความเย็นเยือกที่แผ่พุ่งลงมาจากยอดเขา มันไม่ใช่ความหนาวเหน็บของฤดูหนาว แต่เป็นจิตปราณอันบริสุทธิ์และโดดเดี่ยวของ "เซียนจื่อเวย" เจ้าสำนักเหมันต์วิญญาณ ผู้เป็นทั้งสหายร่วมเป็นร่วมตายและดวงใจเดียวในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้
*นางกำลังใช้พลังเฮือกสุดท้ายต้านทานอักขระเวทรั่วไหล...*
ความคิดนั้นทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของหลี่เฟยหงกระตุกวูบ เขาปรายตามองเศษดาบในมือที่บิ่นหัก รอยร้าวบนเหล็กกล้าสะท้อนภาพใบหน้าอันเคร่งขรึมของตนเอง ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงความพินาศที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า
ทว่า ในขณะที่เขาก้าวเท้าเตรียมทะยานร่างขึ้นสู่ยอดเขาเหมันต์เพื่อไปให้ทันกาลนั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรบรรพกาลกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล หิมะบนยอดเขาสูงถล่มลงมาเป็นระลอกคลื่นสีขาวยักษ์ เสียงระฆังโบราณจากหอคอยน้ำแข็งดังขึ้นสามครา—สัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดที่มิได้ดังขึ้นมานับร้อยปี
*กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง...*
เสียงนั้นสะท้อนก้องในโสตประสาท พร้อมกับเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ราวกับเทพธิดาผู้ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ร่างของนางตกลงกระแทกพื้นเบื้องหน้าหลี่เฟยหงห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว หยาดโลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากริมฝีปากบางเฉียบ ตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบและชุดคลุมสีขาวสนิท
หลี่เฟยหงพุ่งตัวเข้าไปรับร่างนั้นไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ กลิ่นหอมเย็นจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยแตะจมูก ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความอ่อนนุ่ม หากแต่เป็นความเย็นยะเยือกที่กัดกินลึกลงถึงกระดูกดำ
เซียนจื่อเวยปรือตาขึ้นช้าๆ แพขนตางอนงามเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเลือด นางมองหน้าบุรุษผู้เป็นที่รักด้วยแววตาที่ซับซ้อน ทั้งอาลัย ห่วงหา และหวาดกลัว ก่อนที่ริมฝีปากสั่นระริกจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของหลี่เฟยหงแทบหยุดชะงัก
"เฟยหง... รีบหนีไป... ผนึกแตกแล้ว... และคนที่ก้าวออกมาจากรอยแยก... มิใช่คน..."
*เปรี้ยง!*
สิ้นเสียงคำเตือน สายฟ้าสีครามทมิฬฟาดผ่าลงกลางยอดเขาเหมันต์อย่างไร้ที่มา แรงระเบิดของอัสนีบาตแผดเผาทุกสิ่งจนสว่างวาบดั่งกลางวัน และในเงาของเปลวเพลิงสีฟ้าที่ลุกโชนบนยอดเขานั้น เงาร่างมหึมาของบุรุษผู้สวมเกราะกระดูกโบราณ ดวงตาส่องประกายแสงสีแดงฉานราวกับปีศาจจากขุมนรก ก็ก้าวเท้าเหยียบลงมาบนแผ่นดิน พร้อมกับจิตสังหารสะท้านฟ้าที่กดทับสรรพชีวิตให้ต้องคุกเข่าลง!
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู่วิถีกระบี่นี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนหิมะขาว
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!