"คมดาบที่ซ่อนอยู่ในเงาของความตาย มักคมกริบยิ่งกว่าคมดาบที่ชักออกจากฝักเสมอ แม่นางจื่อเวย... ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่"
เสียงทุ้มต่ำดั่งระฆังโบราณดังขึ้นทำลายความเงียบงันของราตรีที่พาดผ่านป่าไผ่
หลี่เฟยหงชะงักฝีเท้าลง ดวงตาคมกราบหรี่แคบลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้มาเยือนใหม่ผู้นี้ อากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงฉับพลันราวกับฤดูใบไม้ร่วงถูกแช่แข็งด้วยลมหายใจแห่งเหมันต์
ใต้แสงจันทร์สลัว ร่างระหงของเซียนจื่อเวยปรากฏขึ้นบนยอดไผ่ นางยืนสง่านิ่งราวกับรูปปั้นหยกสลัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายรอบกาย ดึงดูดสายตาแต่ยากจะเข้าใกล้ ดั่งดอกบัวหิมะบนยอดเขาเก้าชั้นฟ้าที่แม้แต่ความตายก็มิกล้าแตะต้อง
"หลี่เฟยหง... เจ้ายังคงรักษานิสัยชอบพูดจาเย้ยหยันฟ้าดินเช่นเคย"
น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าแววตาที่ทอดมองบุรุษเบื้องล่างกลับไหววูบราวกับระลอกคลื่นยามต้องลมหนาว
"ข้าไม่ได้เย้ยหยันฟ้าดิน แม่นางจื่อเวย แต่ข้ากำลังเตือนสติผู้ที่กำลังเดินเข้าสู่หุบเหวแห่งความตายต่างหาก" หลี่เฟยหงหันกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทว่าแววตากลับคมปลาบดั่งกระบี่ที่เตรียมทะยานออกจากฝัก "การที่เจ้าสะกดรอยตามข้ามาถึงสามร้อยลี้ ย่อมไม่ใช่เพราะคิดถึงไมตรีเก่าก่อนกระมัง"
จื่อเวยก้าวลงจากยอดไผ่ ฝ่าเท้าแตะพื้นหญ้าอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับนางมิได้มีตัวตนอยู่จริงในโลกหล้า นางปรายตามองคัมภีร์หนังมนตราที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อของชายหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"คัมภีร์โลหิตาผลาญนภานั้น... ไม่ใช่สิ่งที่คนไร้สำนักเช่นเจ้าจะแบกรับภาระไว้ได้ มันคือต้นเหตุแห่งหายนะที่จะดึงดูดผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้าให้เข้ามาฆ่าฟันกันอย่างไร้จุดสิ้นสุด ส่งมันมาให้ข้า สำนักเหมันต์วิญญาณมีหน้าที่ต้องผนึกมันไว้ชั่วกาลนาน"
หลี่เฟยหงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา เขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าว ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยค่ายกลปราณที่กดดันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
"หน้าที่? ผนึก? หึ... คำ ๆ นี้พวกเจ้าพรรคฝ่ายอธรรมและอภิมหาสำนักมักใช้เพื่อปิดบังความโลภเสมอ คัมภีร์เล่มนี้สาบสูญไปสามร้อยปี บัดนี้มันปรากฏขึ้นอีกครั้ง ย่อมหมายความว่าลิขิตสวรรค์ต้องการให้ความจริงถูกชำระสะ้าง มิใช่ถูกฝังกลบให้ตายไปพร้อมกับความลับเน่าเฟะของพวกเจ้า"
"เจ้ากล้าดียังไง..." จื่อเวยขมวดคิ้วมุ่น ไอเย็นแผ่พุ่งออกจากร่างจนใบไม้รอบตัวกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา นางชักกระบี่หิมะครามออกจากฝัก คมดาบเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งตรงมาจ่อที่ลำคอของหลี่เฟยหงโดยไม่ลังเล "อย่าคิดว่าเพราะเราเคยร่วมเป็นร่วมตายในหุบเขาอัสดง แล้วข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้า"
หลี่เฟยหงไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ห่างจากผิวเนื้อเพียงมิลลิเมตรเดียวหาได้ทำให้ความองอาจในแววตาของเขาลดน้อยลงเลย เขายื่นมือออกไปอย่างช้า ๆ แล้วใช้นิ้วสองนิ้วคีบคมกระบี่เย็นเฉียบนั้นไว้เบา ๆ กระแสปราณหยินหยางหมุนวนผ่านปลายนิ้วจนเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ละลายหายไปในพริบตา
การกระทำนี้ทำเอาหัวใจของนางเซียนผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบ
"เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก..." หลี่เฟยหงกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบท่าย์แสงจันทร์สลัว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ผสานเข้ากันอย่างลึกซึ้ง "เพราะในโลกใบนี้ นอกจากข้าแล้ว... ไม่มีใครอ่านอักขระโบราณบนคัมภีร์เล่มนั้นออก และไม่มีใคร... ที่เข้าใจความโดดเดี่ยวของเจ้าเท่ากับข้าอีกแล้ว"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของเซียนจื่อเวย ร่างกายของนางแข็งทื่อ ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตา นางหลบสายตาเขาเบา ๆ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างลังเล
ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล ผู้คนนับล้านต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ แต่จะมีสักกี่คนที่มองทะลุเปลือกนอกอันเย็นชา เข้าถึงดวงวิญญาณที่เหน็บหนาวของนางได้
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดไผ่ราวกับบทเพลงคร่ำครวญของอดีตกาล
หลี่เฟยหงถอนมือกลับ เขาหมุนตัวหันหลังให้พรางทอดสายตาสู่ขอบฟ้าอันมืดมิดเบื้องหน้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
"หากเจ้าต้องการคัมภีร์... ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าสำนักเหมันต์วิญญาณของเจ้าคู่ควรกับการปกป้องมัน เดินทางร่วมกับข้าสี่สิบแปดวัน มุ่งหน้าสู่แดนรกร้างบูรพา สถานที่ที่ความลับทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น"
จื่อเวยเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความรวดเร็ว นางมองแผ่นหลังของบุรุษผู้ไม่อาจคาดเดาผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่ง การเดินทางร่วมกับเขาในยุทธภพที่เต็มไปด้วยขวากหนามและนักฆ่าเดนตาย ย่อมหมายถึงการเอาชีวิตเข้าแลก
ทว่า... ในใจลึก ๆ ของนางกลับปรากฏประกายไฟแห่งความหวังขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
"เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฉวยโอกาสสังหารเจ้าในยามหลับใหลหรือไง" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
หลี่เฟยหงหันกลับมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและอบอุ่นอย่างประหลาด
"หากเจ้าจะลงมือ คงทำไปนานแล้ว... อีกอย่าง ข้าเชื่อว่าแม่นางจื่อเวยผู้สูงส่ง ย่อมรักษาคำพูดมากกว่าคมกระบี่ของตนเอง"
สตรีผู้เย็นชาชะงักไปเล็กน้อย นางมิได้ตอบรับด้วยคำพูด ทว่าก้าวเท้าเดินเคียงข้างเขาออกไปในความมืดพร้อมกับเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง เป็นสัญญาณของการเดินทางครั้งใหม่ที่เดิมพันด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ
ทว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวพ้นเขตป่าไผ่เพื่อเข้าสู่เขตแดนรกร้างบูรพา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้านปฐพีขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดแก้วหู
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ! หลี่เฟยหง! เซียนจื่อเวย! พวกเจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่มารโลหิตไปได้ง่าย ๆ งั้นหรือ? คัมภีร์เล่มนั้น... จงทิ้งมันไว้ แล้วเอาศพของพวกเจ้าฝังไว้ที่นี่ซะ!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างนับสิบในชุดคลุมสีเลือดก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้ ปิดตายทุกเส้นทางหนี และที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้นำกลุ่มคือนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งแดนทมิฬ ผู้ถือครอง "กระบี่ดูดวิญญาณ" ที่แม้แต่ปรมาจารย์ยังต้องหวาดผض!
ขอบอกเล่าจากใจ "หมื่นกระบี่คืนรัง": หวังว่าทุกท่านจะดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งยุทธภพในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง•ตอนที่ 5
สัญญาใจที่ยังไม่ได้กล่าว
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!