ความเงียบงัน... บางครั้งก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของพายุทัณฑ์สวรรค์เสียอีก
ณ เบื้องหน้าคือ "หุบเขาไร้เสียง" เขตแดนอาถรรพ์ที่แม้แต่วิญญาณธาตุยังต้องสยบยอม ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของหลี่เฟยหงสั่นไหวเบาๆ ในห้วงสมุทรปราณ มันไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นสัญชาตญาณดิบของนักล่าที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ "บางสิ่ง" ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง กำลังซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกสีชาด
เซียนจื่อเวยยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหยกสลัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมเย็นเยียบที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าผา ไอเย็นระดับศูนย์สัมบูรณ์แผ่ขยายออกรอบกาย รัศมีรัตติกาลเหมันต์บีบอัดอากาศจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีครามโปรยปรายลงมาดั่งหุบเขาแห่งความตาย
"ระวังตัวด้วย... มันมาแล้ว"
เสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องผนึกโบราณเบื้องหลัง แม้ความรู้สึกที่นางมีต่อหลี่เฟยหงจะลึกซึ้งเพียงใด แต่ยามเผชิญหน้ากับศัตรู เจ้าสำนักเหมันต์วิญญาณผู้นี้ไม่เคยมีความลังเล
*ครืนนน—!*
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับมหาทวีปกำลังจะแยกออกจากกัน ไอสังหารพวยพุ่งขึ้นมาจากหลุมลึกเบื้องหน้า รุกรานประสาทสัมผัสจนลมหายใจติดขัด ทันใดนั้น เงาร่างมหึมาสีดำสนิทก็ทะยานแหวกม่านหมอกขึ้นมา ปรากฏกายต่อหน้าคนทั้งสอง
มันคือ "ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬ" สัตว์อสูรพิทักษ์ด่านแรกแห่งหุบเขาไร้เสียง ร่างกายของมันใหญ่โตมหึมาดั่งภูיםขาลูกย่อมๆ ขนทั่วร่างเป็นสีดำสนิทราวกับความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง แต่กลับมีลวดลายอัคคีสีทองแดงลุกโชนราวกับลาวาเดือดพล่าน ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองผู้บุกรุกทั้งสองด้วยความเหี้ยมเกรียมและกระหายเลือด
"โฮกกกก—!"
เสียงคำรามของมันไม่ได้ยินด้วยโสตประสาท แต่มันสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณโดยตรง คลื่นกระแทกปราณอัคคีผสมผสานกับจิตสังหารแผ่ซ่านออกไปรอบด้าน เผาผลาญต้นไม้ใบหญ้าจนมอดไหม้เป็นจุลในพริบตา ความร้อนระอุแผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยว
หลี่เฟยหงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น นิ้วเรียวยาวสัมผัสด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เหน็บอยู่ข้างเอว
"สัตว์อสูรบรรพกาล... มีตบะบำเพ็ญไม่ต่ำกว่าพันปี น่าสนใจไม่น้อย" หลี่เฟยหงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล แฝงไว้ด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่ของตนเอง "น่าเสียดายที่เส้นทางของเจ้า ดันขวางทางที่ข้าต้องก้าวผ่าน"
ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬไม่รอให้เหยื่อเอ่ยคำพรรณนาใดๆ เพิ่มเติม กรงเล็บมหมหึมาที่เคลือบด้วยเปลวเพลิงทมิฬตบลงมาอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของหลี่เฟยหงจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นผุยผง
*เปรี้ยง!*
เซียนจื่อเวยเคลื่อนไหว ร่างบางพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ ดัชนีเรียดดั่งหยกขาวชี้ลงเบื้องล่าง "ยุทธ์เหมันต์... สะท้านนภากาล!"
ทันใดนั้น หยาดน้ำแข็งนับพันล้านหยดควบแน่นกลายเป็นหอกน้ำแข็งมหึมาพุ่งเข้าปะทะกับกรงเล็บอัคคีทมิฬอย่างดุเดือด เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ไอเย็นและไอความร้อนปะทะกันจนเกิดเป็นกลุ่มควันหนาทึบท่วมท้นหุบเขา ทัศนียภาพพร่ามัวในพริบตา
ทว่า ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬหาใช่สัตว์อสูรทั่วไป มันคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด เปลวเพลิงรอบกายลุกโชนรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว ละลายหอกน้ำแข็งในพริบตา หางมหึมาที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมกวาดเข้าใส่เซียนจื่อเวยด้วยความเร็วเหนือเสียง
"ระวัง!"
หลี่เฟยหงอุทานเบาๆ ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมด้วยวิชาตัวเบา "ย่างก้าวไร้เงา"
พริบตานั้น เขาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าร่างของเซียนจื่อเวย มือขวาตวัดออกไปเบื้องหน้า ดึงกระบี่ไม้ไผ่ออกมาจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว!
*ฉึบ—!*
ประกายกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบเชียบ ไร้เสียงหวีดหวิว ไร้ซึ่งร่องรอยการปรุงแต่ง แต่มันกลับเต็มไปด้วย "วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์" ที่หลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน คมกระบี่นี้ตัดผ่านมิติและห้วงเวลา ปะทะเข้ากับหางมหึมาของราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬอย่างแม่นยำ
*ฉับพลัน!*
เวลาในหุบเขาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ขนทั่วร่างลุกชัน สัญชาตญาณความตายกรีดร้องลั่นในหัวใจของมัน เกราะอัคคีทมิฬที่หนาแน่นดั่งเหล็กกล้ากลับถูกคมกระบี่ไร้ลักษณ์กรีดผ่านราวกับตัดเต้าหู้!
เลือดสีดำสนิทพวยพุ่งออกมาจากบาดแผลที่หาง สัตว์อสูรยักษ์คำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดสุดซึ้ง แรงกระแทกจากการปะทะทำให้มันต้องถอยหลังไปหลายก้าว รอยแยกบนพื้นดินตามรอยถอยของมันลึกนับสิบเมตร
หลี่เฟยหงเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ ดวงตาคมกริบทอดมองสัตว์อสูรเบื้องหน้าด้วยความเมตตาปนความเด็ดเดี่ยว เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานลึกซึ้งว่า
"กระบี่มิได้ฆ่าคน วิถีต่างหากที่พรากชีวิต... เจ้ามีความกตัญญูต่อดินแดนแห่งนี้ คอยปกป้องหุบเขาไร้เสียงมาเนิ่นนาน ข้าไม่ต้องการเอาชีวิตเจ้า จงถอยไปเสีย"
ราชันพยัคฆ์อัคคีทมิฬจ้องมองมนุษย์หนุ่มผู้นี้ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป จากความกระหายเลือดกลายเป็นความหวาดกลัวและยำเกรง ปราณกระบี่ที่หลงเหลืออยู่ในบาดแผลทำให้มันรู้ซึ้งว่า หากชายผู้นี้ต้องการเอาชีวิต มันคงดับสูญไปตั้งแต่กระบวนท่าแรกแล้ว
สัตว์อสูรยักษ์คำรามต่ำในลำคอครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวแล้วกระโจนหายเข้าไปในม่านหมอกลึกของหุบเขา ปล่อยให้ความเงียบสงบกลับคืนสู่ดินแดนแห่งนี้อีกครั้ง
เซียนจื่อเวยมองแผ่นหลังกว้างของหลี่เฟยหง แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งมาตลอดชีวิตกลับมีความอ่อนโยนและประกายความอบอุ่นทอประกายขึ้นมาวับหนึ่ง นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
"เจ้าประเมินมันสูงเกินไป... สัตว์อสูรพวกนี้ไม่รู้จักคำว่าปรานี"
หลี่เฟยหงหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้ "โลกใบนี้โหดร้ายเกินกว่าที่เราจะเพิ่มความตายให้มันโดยไม่จำเป็น... อีกอย่าง ข้าไม่อยากให้มือคู่นี้ต้องเปื้อนเลือดอย่างไร้ความหมาย เมื่อเรายังมีภารกิจที่ใหญ่หลวงกว่านี้รออยู่เบื้องหน้า"
เขากวาดสายตามองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าที่ทอดยาวเข้าสู่ใจกลางหุบเขา หมอกสีชาดเริ่มจางหาย ปรากฏค่ายกลโบราณที่เปล่งแสงเรืองรองสะท้อนอยู่ในความมืดมิด
แต่ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะเข้าครอบงำ กลิ่นอายปราณวิญญาณที่แปลกประหลาดสายหนึ่ง ก็พัดพาเอาความหนาวเหน็บที่แท้จริงเข้ามาสู่หุบเขาไร้เสียง
มันไม่ใช่กลิ่นอายของสัตว์อสูร... และไม่ใช่ปราณของมนุษย์ทั่วไป!
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลวดลายดาราจักรด้วยด้ายเงิน ยืนตระหง่านอยู่บนยอดผาสูงชันเหนือศีรษะของพวกเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ใบหน้าภายใต้หมวกคลุมถูกความมืดบังคับไว้ครึ่งหนึ่ง แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้น กลับทำเอาเลือดในกายของหลี่เฟยหงและเซียนจื่อเวยต้องเย็นเฉียบในพริบตา
"ช่างเป็นวิถีกระบี่ที่น่าชมเชย... หลี่เฟยหง เจ้ายังคงคมกริบไม่เปลี่ยน แต่ทว่า... ประตูแห่งความตายบานสุดท้าย ได้ถูกเปิดต้อนรับพวกเจ้าอย่างเป็นทางการแล้ว"
หวังว่าทุกท่านจะดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งยุทธภพในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง•ตอนที่ 6
หุบเขาไร้เสียง
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยใจเยือกแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!