คุณนายหมอผีเปิดโรงครัวมิติ รวยสวนกระแสผีในยุค 80•ตอนที่ 12

เพื่อนบ้านขี้อิจฉาต้องเจอดี

ผลงานโดย หมอผีวัยรุ่น
"ภรรยาตัวน้อย... หมูกรอบจานนี้ มีส่วนของฉันด้วยหรือเปล่า?" คำถามทุ้มต่ำเจือแววหยอกเย้าดังขึ้นเคล้าคลอไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำมันหมูที่กำลังเดือดปุดๆ ในกระทะเหล็ก หลินจื่อชะงักมือที่กำลังถือตะหลิวไม้ เธอเหลือบสายตาไปมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกล้ามสีทึบที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าคมคายของพันจ่ารบมีรอยยิ้มเจ้าเลื้อนบางเบาที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มองตะหลิวหรือเตาไฟ แต่จ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะกลืนกิน "ถ้าตอบว่าไม่มี นายทหารรบพิเศษอย่างคุณจะกล้าแย่งภรรยาตักกินจากกระทะหรือยังไงครับ?" หลินจื่อเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงติดตลก ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นอย่างอดไม่ได้ เธอจงใจใช้ตะหลิวเคาะขอบกระทะเสียงดังเบาๆ เป็นเชิงเตือน พันจ่ารบหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขยิบเข้ามาใกล้เสียจนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับแผ่นหลังบอบบาง กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นอายฝุ่นดินจากการฝึกซ้อมลอยเข้าแตะจมูก แต่มันกลับไม่น่ารำคาญเลยสักนิดสำหรับหลินจื่อ มือหนายื่นผ่านเอวบางไปหยิบตะเกียบไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างเตาอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะคีบชิ้นหมูกรอบสีทองอร่ามที่เพิ่งสะเด็ดน้ำมันขึ้นมาเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย "อืม... หนังกรอบสนิท เนื้อด้านในฉ่ำน้ำหวาน รสชาติเค็มนำหวานตามนิดๆ ฝีมือภรรยาผมนี่เป็นเลิศไม่มีใครเกินจริงๆ ครับ" สามีหนุ่มเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่าหมั่นไส้ "ปากหวานแบบนี้ ระวังจะได้ล้างกระทะหม้อทั้งหมดในมิตินะครับคุณสามี" หลินจื่อค้อนขวิดใส่เบาๆ ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยความสุข บรรยากาศในห้องครัวมิติส่วนตัวของเธอกำลังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นสวนทางกับความวุ่นวายภายนอกบ้านพักสวัสดิการทหารยุค 80 แห่งนี้ ทว่าความสุขมักอยู่ได้ไม่นานนักเมื่อโสตประสาทของคนทั้งคู่จับเสียงฝีเท้าและเสียงซุบซิบที่ดังลอดเข้ามาจากทางหน้าต่างห้องครัว ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทางเดินแคบๆ ระหว่างบ้าน "ฉันบอกเธอแล้ว... ยัยเด็กหลินนั่นน่ะ วันๆ เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้าน แถมยังมีเงินซื้อเนื้อหมูชิ้นโตมาทำกับข้าวทุกวันแบบนั้น มันต้องมีลับลมคมในแน่ๆ!" เสียงแหลมสูงของ "นางเจิ้ง" ภรรยาจอมสอดรู้สอดเห็นของรองผู้กองหวังดังแว่วเข้ามา แม้เธอจะพยายามลดเสียงลงแล้ว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนเนื้อตัวสั่นเทา ทำให้ประโยคเหล่านั้นลอดเข้ามาในโสตประสาทของหลินจื่อและพันจ่ารบได้อย่างชัดเจน "นั่นสิคะพี่เจิ้ง สามีก็เป็นแค่ทหารยศกระจ้อยร่อน เงินเดือนออกทีก็หมดไปกับค่าโน่นนี่นั่น แต่นี่ถึงกับมีควันไฟลอยหอมฟุ้งแถมมีกลิ่นเนื้อสัตว์ชั้นดีโชว์หฝอออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ผิดปกติเกินไปแล้ว หรือว่า... แอบไปทำมาหากินอะไรที่ผิดกฎหมายรัฐ หรือไปซ่อนเงินของหลวงไว้กันแน่?" สมุนมือขวาอย่าง "นางผิง" สมรู้ร่วมคิดเออออห่อหมกตามด้วยน้ำเสียงอิจฉาริษยาจนเนื้อเต้น หลินจื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มหวานหยดเมื่อครู่หายวับไปกับตา กลายเป็นแววตาเย็นเยียบที่แฝงไว้ด้วยประกายอาคมอันตราย เธอกำลังจะก้าวเท้าออกไปสั่งสอนเพื่อนบ้านปากมากเหล่านี้ให้หลาบจำเสียหน่อย แต่ทว่า... พันจ่ารบกลับยกมือขึ้นแตะไหล่บางเบาเสียก่อน รอยยิ้มบนใบหน้าของนายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดุและไร้ความปรานีต่อศัตรู ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่น่ากลัวยิ่งกว่า "ภรรยาครับ... คนพวกนี้รบกวนเวลาความเป็นส่วนตัวของเรา ชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมดีกว่าไหมครับ?" พันจ่ารบเอ่ยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงรังสีอำมหิต "ไม่ต้องถึงมือคุณหรอกครับคุณสามี..." หลินจื่อหันกลับมาสบตา พร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "พวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านแบบนี้ ถ้าใช้กำลังตบตีไปก็รังแต่จะทำให้มือเราเปื้อนเปล่าๆ สู้เราหาอะไรสนุกๆ ให้พวกเธอทำแก้เบื่อดีกว่า..." ว่าแล้ว หลินจื่อก็สะบัดปลายนิ้วเรียกพลังปราณวิญญาณจากมิติโรงครัวสยองขวัญออกมา พลังงานสีดำจางๆ ไหลเวียนอยู่ที่ปลายนิ้วเรียวยาว เธอดึงเอา "เศษเสี้ยววิญญาณภูตจอมป่วน" ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในขวดโหลยาโบราณออกมาสามตน ภูตพวกนี้ไม่มีพิษมีภัยถึงตาย แต่มีนิสัยซุกซน ชอบป่วนประสาท หลอกหลอนคนขี้ขลาดตาขาวให้ขวัญหนีดีฝ่อจนสติหลุดมานักต่อนักแล้ว "ไปเถอะครับเจ้าจิ๋ว ไปทักทายคุณป้าข้างบ้านผู้แสนจะหวังดีกับเราหน่อยซิ ทำให้พวกเธอรู้ว่า... การเผือกเรื่องของชาวบ้านน่ะ มันมีค่าใช้จ่ายทางวิญญาณที่แพงหูฉี่เลยนะ" สิ้นคำสั่งของนายหญิงแห่งมิติ ภูตจอมป่วนทั้งสามตนก็พุ่งทะลุกำแพงไม้เก่าๆ ออกไปด้านนอกราวกับสายลมสีดำสนิท ณ บริเวณทางเดินแคบๆ ข้างบ้านพัก นางเจิ้งและนางผิงยังคงยืนแนบหูชิดผนังไม้พยายามเงี่ยหูฟังเสียงการสนทนาภายในบ้านของหลินจื่ออย่างใจจดใจจ่อ ทว่าจู่ๆ อุณหภูมิรอบตัวก็ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน จากลมร้อนในยามบ่ายกลายเป็นความหนาวยะเยือกที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ "อ... อุ๊i! ทำไมจู่ๆ ถึงหนาวขึ้นมาวะเนี่ย ขนลุกไปหมดแล้วนะพี่เจิ้ง" นางผิงยกมือขึ้นูแขนตัวเองที่เต็มไปด้วยตุ่มไก่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวง "ฉันจะไปรู้เหรอ... หรือว่าฝนจะตก?" นางเจิ้งขมวดคัดยุ่งด้วยความหงุดหงิด เธอยังไม่ละความพยายามที่จะแนบหูฟังต่อ "เงียบปากน่า! กำลังฟังอยู่ว่ายัยหลินมันซ่อนเงินไว้ตรง..." *ฟู่... บุ๋ม... บุ๋ม...* เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นข้างหูของนางเจิ้ง ราวกับมีใครกำลังเดือดน้ำมันร้อนๆ อยู่ใกล้ๆ ทว่าเมื่อเธอหันไปมองรอบตัว กลับพบเพียงความว่างเปล่าและเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่ไหวตามลม *ฮìฮìฮìฮì... เสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดแก้วหู ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งสอง* "กรี๊ดดดดดด! เสียงบ้าอะไรวะนั่น!" นางผิงหวีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจกลัวจนสะดุ้งโหย่งถอยหลังกรูดไปชนกับผนังบ้าน ทว่า นั่นเพิ่งเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น! ภูตจอมป่วนตนแรกใช้วิชาภาพมายา ทำให้พื้นดินใต้เท้าของนางเจิ้งและนางผิงแปรสภาพกลายเป็น "โคลนดูดวิญญาณ" ชั่วคราว ทั้งสองรู้สึกเหมือนขาจมดิ่งลงไปในหนองน้ำลึกที่เต็มไปด้วยมือผีสีดำนับไม่ถ้วนที่พยายามคว้าข้อเท้าของพวกเธอไว้! "ช่วยด้วยยยย! ขาฉัน! ขาฉันติดอะไรไม่รู้! แม่จ๋าช่วยด้วยยยย!" นางเจิ้งสติหลุดกระเจิง เธอพยายามดึงขาตัวเองขึ้นสุดแรงเกิด รองเท้าผ้าใบหลุดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ภูตตนที่สองไม่รอช้า มันแปลงร่างเป็นเงาสีดำรูปร่างประหลาด วิ่งวนรอบตัวพวกเธอด้วยความเร็วสูง พร้อมทั้งส่งเสียงหัวเราะคิกคักชวนขนหัวลุก และที่เด็ดที่สุดคือ มันใช้พลังจิตดลบันดาลให้กลิ่น "กระเทียมเน่าผสมปลาร้าบูด" ฟุ้งกระจายอบอวลอยู่รอบตัวของนางเจิ้งและนางผิงจนฉุนกึก หายใจไม่ออก "อ้วก... เหม็นอะไรวะเนี่ย เหม็นเหมือนศพเน่าเลย! อร๊ายยยย!" นางผิงทนไม่ไหวทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นดินโคลน สภาพเนื้อตัวมอมแมมไม่เหลือคราบคุณนายปากมากเลยสักนิด ส่วนนางเจิ้งผู้มีอคติหนาเตอะ เธอกลัวจนฉี่ราดกางเกง สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปไกล เธอพยายามตะเกียกตะกายคลานหนีสุดชีวิต แต่ไม่ว่าจะคลานไปทางไหน ก็มีเงาดำโผล่มาขวางทางและทำท่าทางน่ากลัวใส่ตลอดเวลา จนเธอต้องร้องขอชีวิตเสียงหลง ภายในห้องครัว หลินจื่อและพันจ่ารบยืนมองเหตุการณ์ความวุ่นวายภายนอกผ่านกระจกมิติมองทะลุ ภาพของสองสาวจอมสอดรู้สอดเห็นที่กำลังวิ่งหนีผีหลอกหัวซุกหัวซุนจนเนื้อตัวเปื้อนโคลนและส่งเสียงร้องโหยหวน สร้างความขบขันให้แก่คนทั้งสองเป็นอย่างมาก หลินจื่อหัวเราะคิกคักจนไหล่ไหว ดวงตาเป็นประกายระยับด้วยความสะใจ "ดูสิครับ... บทเรียนราคาแพงของการมายุ่งเรื่องชาวบ้าน ช่างคุ้มค่าเสียจริง" พันจ่ารบมองรอยยิ้มสดใสของภรรยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู มือหนายื่นไปเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา "คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ นะครับภรรยา เล่นเอาซะพวกปากหอยปากปูขวัญหนีดีฝ่อขนาดนี้ คราวหน้าคงไม่มีใครกล้ามาเดินผ่านแถวบ้านเราอีกแน่ๆ" "ก็ใครใช้ให้พวกเธอมาหาเรื่องเราก่อนล่ะครับ?" หลินจื่อเอียงคอซบกับอกแกร่งของสามีอย่างออดอ้อ "ว่าแต่มื้อนี้... หมูกรอบของเราพร้อมเสิร์ฟแล้วนะ เราไปกินข้าวกันเถอะครับ ปล่อยให้พวกนั้นไปวิ่งเล่นกับผีซะให้เข็ด" ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะหันหลังกลับไปจัดการกับมื้ออาหารสุดพิเศษ กลิ่นหอมอันเย้ายวนของหมูกรอบและซอสพริกสูตรโบราณที่หลินจื่อเพิ่งทำเสร็จ ก็โชยทะลุกรอบประตูหน้าต่างออกไปปะทะกับสายลมภายนอก และลอยไปแตะจมูกของใครบางคนเข้าอย่างจัง... เสียงเคาะประตูก็จู่ๆ ก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* "เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ใครอยู่ในบ้าน ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องนะโว้ย!" เสียงตะโกนดุดันด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้กองหวัง สามีของนางเจิ้ง ดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักอึ้งของคนกลุ่มใหญ่ที่ล้อมกรอบบ้านพักของพวกเขาไว้จนแน่นหนา! หลินจื่อชะงักฝีเท้า เธอกับพันจ่ารบสบตากันนิ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของนายทหารหนุ่มอีกครั้ง -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "หมอผีวัยรุ่น" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (หมอผีวัยรุ่น)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายหมอผีเปิดโรงครัวมิติ รวยสวนกระแสผีในยุค 80 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%