"ถ้ารู้ว่ายืนขวางทางแล้วมันรกหูรกตา... ทำไมคุณถึงไม่เดินหลบไปตั้งแต่แรก, มาร์ค"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมหายใจที่กรุ่นอารมณ์ของคิรากร ดังขึ้นทลายความเงียบในห้องรับรองพิเศษทันที ร่างสูงใหญ่ในสูทเข้ารูปไม่ได้ขยับถอยหลังหนีแม้แต่เซนติเมตรเดียว กลับเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปประชิด รุกไล่พื้นที่หายใจของแขกไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาดุดันที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล
มาร์คหัวเราะในลำคอ ใบหน้าคมคายฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะที่คิรากรเกลียดเข้าไส้ ดวงตาแพรวพราวคู่นั้นกวาดมองข้ามไหล่กว้างของประธานหนุ่ม ไปหยุดยังร่างโปร่งของน่านฟ้าที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังราวกับกำลังประเมินสถานการณ์
"รกหูรกตาเหรอครับ คุณคีย์? แต่ผมกลับมองว่า... ผมเข้ามาในจังหวะเวลาที่ 'พอดี' ต่างหาก" มาร์คจงใจเว้นวรรคคำว่าพอดีให้มีน้ำหนัก พร้อมกับยกยิ้มมุมปาก "ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่ได้ยินประโยคที่น่าสนใจ เมื่อครู่หรอก... จริงไหมครับ, น่านฟ้า"
น่านฟ้าเม้มริมฝีปากแน่น เผลอขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความกดดันในอากาศพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะคว้ามาจับต้องได้ แววตาคมกริบของคนตัวเล็กไหวระริกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทภายใต้เกราะป้องกันที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมาเสมอ
"ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีงาน1ทำ ก็ควรเอาเวลาไปบริหารบริษัทของตัวเอง ไม่ใช่มาเดินสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น" น่านฟ้าสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแม้จะราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความคมกริบที่บาดลึกไม่แพ้กัน ดวงตากลมโตตวัดมองมาร์คอย่างไม่เกรงกลัว
คิรากรเหลือบสายตากลับมามองคนด้านหลัง แววตาดุดันเมื่อครู่อ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ยามที่เห็นแผ่นหลังบางนั้นยืนหยัดปกป้องพื้นที่ของตัวเอง ความรู้สึกบางอย่างตีรวนอยู่ในอก ทั้งหงุดหงิดที่เด็กดื้อนี่ชอบทำตัวเก่งเกินหน้าเกินตา และทั้ง... อยากดึงเข้ามาซ่อนไว้ข้างหลังไม่ให้ใครหน้าไหนได้มองด้วยซ้ำ
บรรยากาศระหว่างผู้ชายสามคนอัดแน่นไปด้วยประจุไฟฟ้าสถิตที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่แค่การเผชิญหน้าระหว่างคู่แข่งทางธุรกิจ แต่เป็นสนามรบขนาดย่อมที่เดิมพันด้วยความสัมพันธ์อันเปราะบางที่ทั้งคิรากรและน่านฟ้าเพิ่งจะเริ่มถักทอขึ้นมาใหม่
"ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะ... สมแล้วที่คุณคีย์ถึงได้ตามติดไม่ยอมปล่อย" มาร์คยังคงลอยหน้าลอยตาพูดต่อ ไม่สะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของคิรากรแม้แต่น้อย "แต่ก็นั่นแหละครับ... ของดี ใครๆ ก็อยากได้ไว้ครอบครอง ดีลระหว่างคุณกับผมเมื่อสัปดาห์ก่อน น่านฟ้าคงยังไม่ได้เล่าให้คุณฟังสินะครับ, คุณคีย์"
กึด!
เสียงขากรรไกรของคิรากรขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความหึงหวงที่ถูกจุดชนวนขึ้นมาอย่างรวดเร็วดั่งไฟลามทุ่งแผดเผาเหตุผลทั้งหมดที่มีจนมอดไหม้ ร่างสูงหันขวับกลับมามองหน้าคนตัวเล็กที่ยืนอยู่เคียงข้างทันที
"ดีลอะไร... น่านฟ้า" เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาทีละคำ แฝงไปด้วยความเค้นอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ "นายตกลงอะไรลับหลังฉันอีก"
น่านฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยทั้งที่หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพล มือเรียวเล็กกำเข้าหากันแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด การเผชิญหน้ากับความหวาดระแวงในแววตาของคิรากรเวลานี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด แต่ในเมื่อมันมาถึง... เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้ามันตรงๆ
"มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมานั่งซัก and trace ทุกฝีก้าวหรอกนะคุณคีย์..." น่านฟ้าเชิดหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ลึกๆ จะหวั่นไหวกับประกายตาเจ็บปวดที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นก็ตาม "ผมเป็นคนจัดการชีวิตตัวเองได้ และดีลนั้น... มันก็เป็นเรื่องทางธุรกิจที่เราสองคนตกลงกันด้วยความสมัครใจ"
"ธุรกิจ?" คิรากรทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของคนตัวโตฟังดูน่ากลัวและเย็นเยียบจนน่าขนลุก "นายกล้าใช้คำว่าธุรกิจกับผู้ชายคนนี้เนี่ยนะ, น่านฟ้า! ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจ้องจะแทงข้างหลังฉันมาตลอด!"
"แล้วคุณล่ะ!" น่านฟ้าสวนกลับเสียงดังขึ้นโดยไม่ยอมลดละ ดวงตากลมโตแดงก่ำขึ้นมาวูบหนึ่งด้วยความอัดอั้นตันใจ "คุณเอาแต่ใช้อำนาจ บงการชีวิตผม ตัดสินใจแทนผมทุกอย่างโดยไม่เคยถามสักคำว่าผมต้องการอะไร! สำหรับคุณ... ผมเป็นแค่นกน้อยในกรงทองที่รอเวลาให้คุณพอใจแล้วค่อยโยนเศษอาหารให้แค่นั้นใช่ไหมล่ะ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับรองชั่วขณะ คำพูดที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของความรู้สึกทำเอาคิรากรชะงักงัน ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ประโยคตัดพ้อที่เจือความน้อยใจนั้นกระแทกเข้าที่กลางใจของคนปากร้ายอย่างจัง จนความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก
มาร์คที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดไหวไหล่เบาๆ อย่างคนเหนือกว่า "ดูท่าทาง... ผมจะมาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของพวกคุณจริงๆ ด้วย งั้นผมขอตัวก่อนดีกว่าครับ เชิญเคลียร์กันให้เรียบร้อยนะ... น่านฟ้า หวังว่าข้อเสนอของผมจะยังคงน่าสนใจสำหรับคุณอยู่"
พูดจบ มาร์คก็หมุนตัวเดินยิ้มเยาะออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้บรรยากาศที่เหลืออบอวลไปด้วยความอึดอัดและคุกรุ่นยิ่งกว่าเดิม
ประตูปิดลงสนิท... เหลือเพียงคิรากรและน่านฟ้าที่ยืนเผชิญหน้ากันในความเงียบ
คิรากรผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวออกมาทางจมูก ดวงตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้ฉายแววไหวระริกและเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาน่านฟ้าทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับกลัวว่าหากขยับเร็วกว่านี้ คนตรงหน้าจะแตกสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
"ฉัน... เป็นแค่คนบงการชีวิตนายในสายตานั้นจริงๆ เหรอ, น่านฟ้า"
เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาจนแทบกระซิบ เต็มไปด้วยความร้าวรานที่คนฟังไม่เคยได้ยินมาก่อน น่านฟ้าชะงัก แหงนเงยขึ้นมองใบหน้าคมคายที่มักจะเชิดหยิ่งและดุดันอยู่เสมอ บัดนี้กลับฉายแววความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว... หวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียเขาไป
"คุณคีย์..." น่านฟ้าครางเรียกชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา ความแข็งกร้าวที่เคยมีก่อนหน้านี้พังทลายลงในพริบตา เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของคิรากรเอื้อมขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียน ปัดปอยผมที่ระหน้าผากออกให้อย่างทะนุถนอม
"ฉันอาจจะปากร้าย... อาจจะเอาแต่ใจและควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นนายไปยืนใกล้ผู้ชายคนอื่น" คิรากรยอมรับออกมาตรงๆ นัยน์ตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยราวกับจะสื่อสารความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจ "แต่นั่นมันเป็นเพราะฉันกลัว... กลัวว่าสักวันหนึ่ง นายจะเดินหนีหายไปจากชีวิตฉันจริงๆ"
หัวใจของน่านฟ้ากระตุกวูบ ความอุ่นซ่านแผ่ซ่านไปทั่วอกจนขอบตาร้อนผ่าว ร่างโปร่งเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นความรู้สึกที่กำลังตีรื้นขึ้นมา
"แล้วทำไม... คุณถึงไม่เคยพูดดีๆ กับผมเลยล่ะ" เสียงหวานเอ่ยตัดพ้อออกมาในที่สุด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยบ่งบอกว่าเกราะป้องกันทั้งหมดได้พังทลายลงหมดแล้ว "ทำไมต้องทำตัวเหมือนผมไม่มีค่า... ทำไมต้องผลักไสผมตลอดเวลา"
คิรากรไม่ตอบคำถาม ร่างสูงดึงร่างโปร่งเข้าสู่อ้อมกอดอุ่นทันทีอย่างไร้การลังเล วงแขนแข็งแรงโอบกอดแผ่นหลังบางไว้แน่น ฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่ลาดซบสูดดมความหอมกรุ่นที่คุ้นเคยเพื่อคลายความหวาดกลัวในใจ
น่านฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในอ้อมกอดนั้น สัมผัสอุ่นร้อนและไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายทำให้กำแพงความเย่อหยิ่งพังทลาย มือเรียวยกขึ้นโอบกอดรอบเอวสอบของอีกฝ่ายไว้แน่น ซบหน้าลงกับอกแกร่งและปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้ซึมผ่านเนื้อผ้าสู่อกเสื้อของอีกคน
"ฉันขอโทษ..." เสียงกระซิบพร่าเลือนดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับสัมผัสจูบเบาๆ ที่ขมับอย่างปลอบโยน "ขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น... นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ทำให้นายต้องร้องไห้เพราะความงี่เง่าของฉันอีกแล้ว, น่านฟ้า"
ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ปรับความเข้าใจกัน ท่ามกลางความเงียบงันและความเปราะบางในใจ ทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือระยะห่าง น่านฟ้าหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นนี้ ปล่อยให้หัวใจที่เคยหวาดระแวงได้พักพิงในที่ที่ปลอดภัยที่สุด
ทว่า... ในวินาทีที่ความหวานล้ำกำลังโอบล้อมหัวใจของคนทั้งคู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บานประตูห้องรับรองจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอรับอนุญาต พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ!
"อุ๊ย... ขอโทษทีครับ ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะ 'เวลาส่วนตัว' ของคู่รักข้าวใหม่ปลามันเข้าซะแล้วสิ..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ
ดีลลับฉบับร้าย...คุณชายอย่ามาดุ•ตอนที่ 27
วันที่เราเข้าใจกัน
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับร้าย...คุณชายอย่ามาดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!