แก้วคริสตัลทรงสูงในมือของธันวาถูกเขย่าวนเบาๆ ของเหลวสีอำพันสะท้อนกับแสงไฟนีออนสลัวภายในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของร้านอาหารริมน้ำ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวandเราะและการพูดคุยของทีมงานสถาปนิกและวิศวกรที่กำลังเฉลิมฉลองการส่งมอบแบบเฟสแรกผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยความยากลำบาก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่รวินท์กำลังให้ความสนใจในวินาทีนี้
ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจ้องเขม็งไปยังชายสูงวัยที่เพิ่งเดินลับหายออกไปทางประตูห้องน้ำ รวินท์รู้สึกเหมือนออกซิเจนในปอดถูกสูบหายไปจนเกือบหมด เมื่อความจริงที่ว่า "ท่านประธาน" ผู้ทรงอิทธิพลและเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งปฏิเสธโปรเจกต์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน กลับมีสายเลือดเดียวกันกับผู้ชายกวนประสาทที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ณ ตอนนี้
"มองหน้าพ่อผมแบบนั้น... หึงเหรอครับคุณสถาปนิก"
เสียงทุ้มต่ำติดจะยานคางนิดๆ ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่กวนเบื้องล่างเป็นเอกลักษณ์ ธันวาโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะอาหารมากขึ้น กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยมาแตะจมูก รวินท์ขยับตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับพนักเก้าอี้จนไม่มีทางหนี
"พูดจาเหลาะแหละน่าธันวา คุณเมาแล้ว" รวินท์ปรายตามองแก้วในมืออีกฝ่าย "ดื่มไปกี่แก้วกันแน่ ถึงได้เพ้อเจ้อขนาดนี้"
"ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ..." ธันวาหรี่ตามองคนตรงหน้า สายตาคู่นั้นไม่ได้มีความขี้เล่นเหมือนทุกที แต่มันกลับลึกล้ำและเต็มไปด้วยความอัดอั้นบางอย่างที่รวินท์ไม่เคยเห็นมาก่อน "ผมแค่พูดความจริง... ความจริงที่ว่า คุณกำลังพยายามหนีผม หนีโปรเจกต์นี้ และที่สำคัญที่สุด... คุณกำลังหนีความรู้สึกตัวเองอยู่รวินท์"
คำพูดนั้นทำเอารวินท์ชะงัก นิ้วเรียวที่ถือตะเกียบอยู่เกร็งแน่นจนข้อต่องอขาว เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายทันที พยายามสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมากลบเกลื่อนความไหววูบในอก
"ผมจะไปหนีอะไรคุณ สตูดิโอกับบริษัทของคุณเป็นแค่พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ผมต้องร่วมงานด้วยจบเป็นโปรเจกต์ๆ ไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องหนีคนที่แม้แต่แบบแปลนโครงสร้างยังเถียงผมไม่ชนะด้วยซ้ำ"
"ปากแข็งชะมัด..." ธันวาหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแววตัดพ้อจางๆ "คุณก็เป็นแบบนี้ตลอด... เวลาเจอเรื่องที่รับมือยาก หรือเวลาที่หัวใจคุณมันเริ่มเต้นแรงเกินว่าเหตุ คุณก็จะใช้ความเจ้าระเบียบและความปากร้ายมาเป็นโล่กำบังทุกที"
"ธันวา!" รวินท์เสียงDANGขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกจี้ใจดำจนรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า เขาเหลือบมองรอบตัว โชคดีที่เสียงเพลงคลอเบาๆ และเสียงคุยจอแจของทีมงานคนอื่นช่วยกลบเกลื่อนบทสนทนาอันตรายนี้ไว้ได้ "ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดจาเพ้อเจ้อ ผมจะกลับแล้วนะ"
"ลองก้าวขาออกจากห้องนี้ดูสิครับ..." ธันวาเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของรวินท์ไว้ทันที แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่มันมั่นคงและเด็ดเดี่ยวจนรวินท์ไม่กล้าขยับเขยื้อน "ถ้าคุณกล้าเดินออกไปตอนนี้... ผมจะถือว่าคุณยอมแพ้... ยยอมรับว่าคุณกลัวผม... กลัวว่าหัวใจตัวเองจะต้านทานผู้ชายกวนๆ คนนี้ไม่ไหว"
รวินท์สะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของอีกฝ่ายลูบไล้ผ่านข้อมือแผ่วเบา สัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นกลับส่งกระแสไฟแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วร่างจนขนลุกซู่ เขาพยายามดึงข้อมือกลับแต่ธันวากลับกุมไว้แน่นขึ้น ดวงตาคมคายคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขา ราวกับต้องการอ่านทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของความรู้สึก
"ปล่อยนะธันวา คนอื่นมองอยู่..." รวินท์กระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
"ปล่อยก็ได้ครับ... แต่มีข้อแม้" ธันวาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์เป่ารดริมฝีปากของรวินท์จนสติกระเจิดกระเจิง "คืนนี้... กลับพร้อมผม"
"ทำไมผมต้องกลับกับคุณ รถผมก็มา..."
"รถคุณจอดไว้ที่สตูดิโอไม่ใช่เหรอครับ วันนี้คุณนั่งรถมากับคุณพิม" ธันวาขัดขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก "และตอนนี้คุณพิมก็นำทีมแก๊งสถาปนิกไปต่อรอบสองที่ร้านคาราโอเกะเรียบร้อยแล้วด้วย... เหลือคุณกับผมสองคนที่ติดแหงกอยู่ที่นี่"
รวินท์เบิกตากว้าง หันขวับไปมองโต๊ะข้างๆ ที่ตอนนี้ว่างเปล่า เหลือเพียงแก้วน้ำที่ตั้งทิ้งไว้เป็นหลักฐานว่าเพื่อนร่วมทีมทยอยกันออกไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
นี่เขามัวแต่สติหลุดเรื่องพ่อของธันวา จนไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวเลยอย่างนั้นหรือ!
"ผมเรียกแท็กซี่กลับเองได้..." รวินท์พยายามหาทางออก แต่เสียงทุ้มต่ำของธันวาที่ดังชิดริมหูทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"แท็กซี่อันตรายจะตาย... วิศวกรโยธาอนาคตไกลอย่างผม เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้คุณฟรีๆ ไม่คิดค่าแรงสักบาท คุ้มจะตายไปไม่ใช่เหรอครับคุณสถาปนิก"
ธันวาผละตัวออกเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่คาดเดาไม่ได้ เขายื่นมือมาตรงหน้า ปลายนิ้วแบออกรอการตัดสินใจของคนตรงข้าม
รวินท์มองมือคู่นั้นสลับกับใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น หัวใจในอกเต้นระรัวราวกับตีกลองศึก ความคิดตีกันยุ่งเหยิงระหว่างการรักษาฟอร์มของสถาปนิกมาดเนี้ยบ กับการปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามกระแสความรู้สึกที่ธันวาพยายามพัดพาเขาเข้าไป
ทว่า... ก่อนที่รวินท์จะได้ทันวางมือลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงทุ้มทรงอำนาจที่เอ่ยทักขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบงัน
"คุยอะไรกันอยู่หรือครับ ดูท่าทางเคร่งเครียดกันจัง"
รวินท์สะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับแล้วดีดตัวลุกขึ้นยืนตรงอัตโนมัติ เมื่อพบว่าผู้ชายคนที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือ "คุณภากร" ประธานกรรมการบริหารผู้ทรงอิทธิพล และเป็น "พ่อ" ของธันวานั่นเอง!
ดวงตาคมกวาดตามองลูกชายและสถาปนิกหนุ่มสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ก่อนที่ท่านจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้เลือดในกายของรวินท์เย็นเฉียบลงในพริบตา
"ดูเหมือนว่า... ข้อเสนอโปรเจกต์ใหญ่ที่ผมเคยคุยไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน น่าจะต้องรื้อมาคุยกันใหม่อีกรอบเสียแล้วล่ะครับ... คุณรวินท์"
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาส่งแรงใจและติดตามความป่วนของคู่กัดคู่นี้เสมอนะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 15
งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จเฟสหนึ่ง
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!