เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยก พร้อมกับสายฝนห่าใหญ่ที่โหมกระหน่ำเทกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้ความปรานี น้ำฝนสาดซัดกระทบกระจกใสของออฟฟิศสนามชั่วคราว จนเกิดเสียงดังซ่าทึบกลบทุกสรรพเสียงภายนอก บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนดวงเดียว กลับยิ่งทวีความอึมครึมและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
รวินท์ยืนนิ่งอึ้ง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ในขณะที่แก้วกาแฟเซรามิกในมือเกือบจะหลุดร่วงลงพื้น หากไม่มีมือหนาของธันวาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเขาไว้เสียก่อน แรงบีบที่กระชับแน่นถ่าย
ทอดความอบอุ่นและความร้อนรุ่มผ่านผิวเนื้อจนรวินท์ต้องสะดุ้งสุดตัว
"ถือให้มันดีๆ หน่อยสิครับ คุณสถาปนิก" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงนั้นไม่มีความกวนประสาทเหมือนทุกที ตรงกันข้าม มันกลับเจือไปด้วยความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างสูงทันทีเมื่อได้ยินชื่อ 'บุคคลที่สาม' ที่เพิ่งถูกเอ่ยถึงในบทสนทนาก่อนหน้านี้
รวินท์ดึงมือตัวเองกลับอย่างแรง ใบหน้าหวานตึงเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคู่คมกวาดมองวิศวกรหนุ่มที่ยืนประชิดตัวจนเกินความจำเป็นด้วยแววตาหาเรื่อง "ปล่อยมือผมได้แล้วครับคุณธันวา ผมไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้น... อีกอย่าง เลิกทำหน้าเหมือนผมไปฆ่าใครตายสักทีเถอะครับ"
"หึ ไม่ได้ฆ่าใคร... แต่กำลังทำให้ผมหงุดหงิดจนแทบจะพังผนังห้องนี้อยู่แล้วต่างหาก" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรวินท์ราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง "พูดถึงมันทำไมครับไอ้หมอนั่น... หรือว่าคุณยังลืมมันไม่ได้"
คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ามาอย่างไร้ชั้นเชิง แต่มันกลับแม่นยำราวนัดจับวาง รวินท์ชะงักไปนิด หัวใจกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ภายใต้ความไหววูบนั้น ป้อมปราการแห่งความหยิ่งทะนงก็ถูกยกขึ้นมาตั้งรับอย่างรวดเร็ว รวินท์เชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยาะหยันถูกจุดขึ้นที่มุมปาก
"มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผมไม่ใช่เหรอครับ คุณธันวาเป็นแค่วิศวกรควบคุมงาน มีสิทธิ์อะไรมาซักไซ้เรื่องหัวใจของผม" รวินท์ย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน ชนิดที่คนฟังต้องกำหมัดแน่น
ธันวาก้าวเข้าไปประชิดตัวรวินท์อีกหนึ่งก้าว บีบบังคับให้ร่างบางต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ พื้นที่รอบตัวแคบลงถนัดตาเมื่อร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมา กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ จากตัวธันวาโชยปะทะนาสิก ยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของรวินท์เริ่มกระเจิดกระเจิง
"สิทธิ์เหรอครับ..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่เหนือริมฝีปากของรวินท์ "ในฐานะคนที่ต้องรับผิดชอบหน้างานร่วมกับคุณ... ผมมีสิทธิ์ทวงคืนความตั้งใจของคุณ ที่ควรจะทุ่มเทให้กับแบบแปลนตึกนี้ ไม่ใช่เอาสมองอันปราดเปรื่องของคุณไปคิดถึงไอ้สารเลวนั่น"
"คุณธันวา! พูดจาให้มันน้อยๆ หน่อยนะครับ" รวินท์ตวาดแว้ด ใบหน้าขาวเนียนเริ่มขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธ ทั้งอับอายและใจเต้นแรงในเวลาเดียวกัน ร่างบางพยายามใช้สองมือดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ธันวากลับนิ่งราวกับภูเขาหิน แถมยังรวบข้อมือทั้งสองข้างของเขาตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวได้อย่างง่ายดาย
แรงปะทะที่แนบชิดทำให้รับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามของกันและกัน ฝนข้างนอกยังคงตกลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงสายฝนและฟ้าร้องกลายเป็นฉากหลังที่ขับเน้นให้ความเงียบงันระหว่างพวกเขามีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตา คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ "ปล่อยผมนะ... บอกให้ปล่อยไง!"
"ไม่ปล่อยครับ" ธันวาตอบเสียงหนักแน่น แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำ อ่อนโยนลงชั่วขณะจนรวินท์เผลอกลั้นหายใจ "จนกว่าคุณจะตอบผมให้ชื่นใจ... ว่าไอ้หมอนั่นมันไม่มีค่าอะไรในชีวิตคุณอีกแล้ว"
"ทำไมผมต้องตอบคุณด้วย คุณเป็นใคร เป็นพ่อ เป็นเจ้าชีวิตผมรึไง!" รวินท์เถียงกลับทันควัน ปากเก่งไม่ยอมแพ้ แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกอยู่แล้ว
"ผมไม่ได้เป็นพ่อครับ..." ธันวาเว้นจังหวะ สายตากวาดมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงของรวินท์ด้วยประกายตาดิบเถื่อนที่ยากจะคาดเดา "แต่ถ้าอยากให้เป็นสามี... ผมก็พร้อมจะยื่นเรื่องขออนุมัติจากคุณเดี๋ยวนี้เลย"
"คนบ้า!" รวินท์หน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู คำพูดหน้าไม่อายที่หลุดออกมาจากปากวิศวกรหนุ่มมาดนิ่ง (เฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น) ทำเอาเขาไปไม่เป็น ร่างบางออกแรงดิ้นขัดขืนสุดกำลัง แต่ธันวากลับกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของพวกเขาเข้าด้วยกันในพื้นที่จำกัดนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่ซัดสาดและความหอบหายใจรดรินของทั้งคู่ ธันวาค่อยๆ คลายแรงบีบที่ข้อมือออก เปลี่ยนเป็นใช้นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากให้รวินท์อย่างเบามือสัมผัสที่อ่อนโยนกะทันหันนี้ทำเอารวินท์แข็งค้าง ปลายจมูกของพวกเขาสัมผัสกันเบาๆ จนแทบจะแนบชิด
"ผมหึง..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู น้ำเสียงนั้นจริงจังจนรวินท์ลืมหายใจ "รวินท์... ผมเกลียดเวลาที่คุณทำหน้าเจ็บปวดเพราะมัน ผมอยากให้สายตาคู่นั้นมองมาที่ผมคนเดียว เข้าใจไหมครับ"
รวินท์เม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลไม่ทันกับความตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย ความซึนที่เคยสร้างกำแพงไว้หนาเตอะเริ่มสั่นคลอนจนแทบพังทลาย หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมดราม่าในออฟฟิศสนามให้แตกกระเจิงในเสี้ยววินาที
ธันวาถอนหายใจออกมาอย่างหัวเสียด้วยความหงุดหงิดขีดสุด รวินท์อาศัยจังหวะชุลมุนนี้ผลักอกธันวาเต็มแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว ร่างบางรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่อย่างลิบลับ พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งและเจ้าระเบียบคนเดิม
ประตูกระจกเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นร่างเปียกโชกของ 'คุณพิม' หัวหน้าโครงการที่ยืนถือร่มคันใหญ่อยู่หน้าประชิด พร้อมกับรอยยิ้มมีเลศนัยที่ส่งมาให้ลูกน้องทั้งสองคนสลับกันไปมา
"อ้าว... ติดฝนอยู่ด้วยกันสองคนเหรอจ๊ะ ดีเลย ฉันมีข่าววงในเรื่องแบบแปลนเฟสใหม่มาบอก... เอ๊ะ หรือว่าฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญรึเปล่าเนี่ย" คุณพิมหรี่ตามองรวินท์ที่ยืนหน้าแดงจัดกับธันวาที่ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์อยู่มุมห้อง
รวินท์อ้าปากเตรียมจะแก้ตัว แต่ธันวากลับชิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัยอันตราย
"ไม่ขัดหรอครับคุณพิม... เชิญเข้ามานั่งก่อนครับ เพราะผมกับคุณรวินท์ 'กำลังคุยกันเรื่องสำคัญ' พอดีเลย"
ธันวาปรายตามองรวินท์ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้รวินท์รู้สึกหนสันหลังวาบและสังหรณ์ใจว่า... ค่ำคืนนี้ในออฟฟิศสนามแห่งนี้ คงไม่มีทางจบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนที่ 6 "ฝนตกที่หน้างาน" ไปด้วยกันนะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 6
ฝนตกที่หน้างาน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!