รอยขีดข่วนบนแฟ้มคดีฆาตกรรมต่อเนื่องชุดที่เจ็ดไม่ได้เกิดจากปลายปากกา แต่เกิดจากแรงกดของนิ้วมือที่กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
“คุณกำลังใช้อคติส่วนตัวมาตัดสินพฤติกรรมของเหยื่ออีกแล้วนะ สารวัตร”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องปฏิบัติการสืบสวนจำลอง แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดทังสเตนส่องกระทบสันจมูกโดเป็นคมของสารวัตรกรณ์ เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของเสียง ทว่ากรามที่ขบเข้าหากันอย่างแน่นหนากลับฟ้องชัดเจนว่าความอดทนของเขาเดินทางมาถึงขีดจำกัดแล้ว
สี่สิบแปดชั่วโมงก่อนหน้านี้ พวกเขาเพิ่งปะทะคารมกันอย่างรุนแรงในที่ประชุมใหญ่ของกองปราบปราม ปมความขัดแย้งระหว่าง ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ ที่กรณ์ยึดถือราวกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ กับ ‘สัญชาตญาณทางจิตวิทยา’ ที่ ดร.รินรดา ใช้ในการอ่านเกมของฆาตกร กลายเป็นกำแพงหนาเตอะที่ขวางกั้นการไขคดีที่เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามวัน
กรณ์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความอึดอัดในทรวงอก เขาวางปากกาในมือลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า แววตาของรินรดายังคงมีความดื้อรั้นและประกายแห่งความท้าทาย ทว่าลึก and ลงไปในความแข็งกร้าวคู่นั้น เขากลับมองเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าและเปราะบางที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดของนักวิชาการผู้ปราดเปรื่อง
“ผมไม่ได้ใช้อคติ ริน” กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย “แต่ผมกำลังใช้ตรรกะและสถิติเพื่อป้องกันไม่ให้ทีมของเราเดินเข้าสู่กับดักที่คนร้ายวางไว้”
“แล้วตรรกะของคุณเคยบอกไหมว่าทำไมเหยื่อรายล่าสุดถึงทิ้งร่องรอยการไขว้มือเป็นรูปกากบาทไว้ที่หน้าอก?” รินรดาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา “คุณมองเห็นแค่ศพและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่คุณมองไม่เห็นความกลัว... ความกลัวที่ถูกบงการโดยจิตวิทยาเชิงควบคุม ซึ่งฉันเป็นคนเดียวในที่นี้ที่แกะรอยมันออก”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ กลิ่นอายของความตึงเครียดลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่าครั้งนี้ ไม่มีใครหลบสายตาใครอีกต่อไป
กรณ์พิจารณาใบหน้าของเธออย่างละเอียดรอบคอบ แววตาคู่คมกวาดมองตั้งแต่รอยคล้ำใต้ดวงตาคู่สวย ไปจนถึงริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความพยายามในการปกป้องเธอให้อยู่ห่างจากอันตรายด้วยกรอบระเบียบและกฎเกณฑ์ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเกราะกำบังที่เขาใช้ปกป้องหัวใจตัวเองจากการสูญเสียคนสำคัญไปอีกครั้ง... เหมือนกับเพื่อนร่วมงานในอดีตที่เขาเคยล้มเหลวในการปกป้อง
“คุณพูดถูก...” กรณ์เอ่ยเสียงแผ่วเบา ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อทิฐิของตนเองเป็นครั้งแรก “ผมกลัว... ริน”
ดวงตาของรินรดาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความแข็งกร้าวในแววตาของเธอมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนความเข้าใจลึกซึ้ง
“คุณกลัวอะไรคะ สารวัตร?” น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ผมกลัวว่าจะปกป้องคุณไว้ไม่ได้” กรณ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าผสมกับความกดดันของงานสืบสวนลอยเข้าแตะจมูก “คดีนี้ไม่ใช่แค่เกมจิตวิทยาระหว่างตำรวจกับฆาตกร แต่มันคือเดิมพันด้วยชีวิตของคุณ และผม... ยอมรับตามตรงว่าผมรับมือกับการสูญเสียคนแบบคุณอีกไม่ได้หรอก”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่จริงใจที่สุดจากปากของโปรไฟล์เลอร์หน้านิ่งผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ทำลายกำแพงทั้งหมดที่เธอก่อขึ้นมาได้ในเสี้ยววินาที เธอเอื้อมมือเรียวออกไปสัมผัสหลังมือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอส่งผ่านผิวสัมผัสเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของเขา
“ฉไม่ได้ต้องการเกราะป้องกันจากคุณค่ะ สารวัตร... ฉันต้องการแค่ ‘คู่หู’ ที่พร้อมจะมองไปในทิศทางเดียวกัน” รินรดายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวสว่างไสวขึ้นอย่างน่าประหลาด “เราขาดอีกฝ่ายไม่ได้ในการไขคดีนี้... คุณก็รู้ดีนี่คะ”
กรณ์ระบายลมหายใจออกมาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ความอึดอัดและความขัดแย้งตลอดสองวันที่ผ่านมามลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ถูกถักทอขึ้นจากความเชื่อใจและมิตรภาพที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
“ตกลงครับ ดร.รินรดา” กรณ์พลิกมือกลับมากุมมือเธอไว้แน่น “เรามาเริ่มแกะรอยจิตวิทยาของมันไปด้วยกันอย่างไม่มีข้อกังขาอีก”
ทันทีที่ทั้งคู่ปรับจูนคลื่นความรู้สึกและประสานพลังความคิดเข้าด้วยกัน หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักบนโต๊ะทำงานที่เคยนิ่งสนิทมาตลอดหลายชั่วโมงก็เกิดความเปลี่ยนแปลง
*ติ๊ด!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงดังขึ้นก้องห้อง พร้อมกับตัวอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอระบบวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร (Behavioral Analysis System) บ่งบอกถึงการเข้าถึงข้อมูลลับระดับสูงสุดที่ถูกเข้ารหัสไว้
**[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการส่งสัญญาณพิกัดจากเครื่องส่งสัญญาณสำรองของเหยื่อรายที่แปด]**
**[คำเตือนระบบ: พิกัดดังกล่าวตั้งอยู่ภายในเขตพื้นที่หวงห้ามของสถานีวิจัยร้างริมอ่าว ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับประวัติส่วนตัวของ ดร.รินรดา]**
**[ภารกิจระดับ SSS ปลดล็อกอัตโนมัติ: เผชิญหน้ากับ 'เงาสะท้อนในกระจก' ของจิตวิทยาอาชญากรที่คุณทั้งคู่ไม่มีวันคาดคิดว่าจะได้พบในคืนนี้]**
กรณ์หันขวับไปมองหน้าจอ ก่อนจะก้มลงสบตากับรินรดาที่ตอนนี้ใบหน้าเผือดสีลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายปรากฏขึ้นพร้อมกับภาพถ่ายใบหน้าของบุคคลปริศนาที่สวมหน้ากากครึ่งซีก—บุคคลที่มีรอยแผลเป็นรูปดาวกระจายแบบเดียวกับความลับในอดีตของเธอเอง
“ริน... คนคนนั้น... รู้จักคุณใช่ไหม?” กรณ์ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบปืนพกประจำกายออกจากซองหนังอย่างรวดเร็ว
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัวเป็นครั้งแรกในชีวิต
“ไม่ใช่แค่รู้จักค่ะ... สารวัตร” เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “แต่เขากำลังรอ ‘เรา’ อยู่ที่นั่น... ในฐานะบททดสอบสุดท้าย”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากลุ่มก้อนความมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ
โพรไฟล์เลอร์หน้านิ่งกับยัยนักจิตวิทยาตัวแสบ•ตอนที่ 20
ปรับจูนคลื่นความรู้สึก
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โพรไฟล์เลอร์หน้านิ่งกับยัยนักจิตวิทยาตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!