โพรไฟล์เลอร์หน้านิ่งกับยัยนักจิตวิทยาตัวแสบ•ตอนที่ 21

เบาะแสจากโรงพยาบาลร้าง

ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
"ถ้าสมมติฐานของคุณถูกต้อง สารวัตร... พวกเรากำลังเดินเข้าไปในกรงที่ถูกเปิดประตูรอไว้ล่วงหน้าแล้วนะครับ" น้ำเสียงของ ดร.รินรดา เรียบเรื่อยแต่มั่นคง แฝงไว้ด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ปลายนิ้วเรียวบางกำลังกวาดผ่านหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อตรวจสอบแผนผังโครงสร้างของอาคารที่หลงเหลืออยู่ในฐานข้อมูลลับ กลิ่นอับชื้นของสนิมเหล็กและฝุ่นละอองสะสมนับทศวรรษลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศรอบตัว ทัศนวิสัยภายในเขตโรงพยาบาลจิตเวชเซนต์ฟรานซิสที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้ถูกบดบังด้วยความมืดมิดและเงาทึบของกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กที่กะเทาะหลุดร่อน ผม หรือ สารวัตรกรณ์ ชำเลืองมองกระจกมองข้างของรถตรวจการณ์ที่จอดสนิทอยู่บริเวณลานจอดรถรกร้าง ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยทักษะของโปรไฟล์เลอร์ มือขวากระชับด้ามปืนพกในซองหนังใต้เสื้อแจ็คเก็ตโดยอัตโนมัติ ทุกรายละเอียดในสถานที่แห่งนี้ได้รับการวิเคราะห์ผ่านกระบวนการคิดเชิงตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เราเก็บรวบรวมมาจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เส้นทางของรอยเลือด บันทึกการจ่ายยาที่ถูกทำลาย และพฤติกรรมทางจิตวิทยาของฆาตกร ล้วนชี้เป้ามายังสถานที่อับทึบแห่งนี้ "ความกลัวเป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของมนุษย์ ดร.ริน แต่ความอยากรู้อยากเห็นเพื่อทวงคืนความยุติธรรมมักมีน้ำหนักมากกว่าเสมอ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ พลางเอื้อมมือไปหยิบไฟฉายแรงสูงคาดศีรษะขึ้นมาสวม "อีกอย่าง ผมไม่ได้พาคุณมาเดินเข้ากรงเดี่ยวๆ เสียหน่อย เรามีแผนสำรองในกรณีที่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาดการณ์" รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มบางเฉียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความท้าทายและความตื่นเต้นในแบบฉบับของนักจิตวิทยาผู้ชื่นชอบการแกะรอยจิตใจมนุษย์ที่บิดเบี้ยว เธอกดเปิดใช้งานอุปกรณ์วิเคราะห์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดพกพาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เสียงสัญญาณเตือนเบาๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบตัวยังคงทำงาน แม้ว่าโครงสร้างหลักของตึกอำนวยการโรงพยาบาลร้างแห่งนี้จะถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภคมานานหลายปีแล้วก็ตาม "ดิฉันไม่ได้กลัวหรอกครับสารวัตร... แค่กำลังประเมินว่า ระหว่างฆาตกรที่วางแผนเรื่องนี้มาเป็นปี กับโปรไฟล์เลอร์ที่ยึดติดกับระเบียบขั้นตอนอย่างคุณ ใครจะเสียสติก่อนกันเมื่อเห็นความจริงเบื้องหลังห้องทดลองนี้" เธอก้าวลงจากรถเป็นคนแรก ขายาวก้าวฉับๆ ผ่านพงหญ้าที่ขึ้นรกชาร์จนำทางไปก่อนด้วยความมั่นใจเกินร้อย ผมส่ายหัวเล็กน้อยให้กับความใจกล้าบ้าบิ่นที่มักจะเกิดขึ้นในยามคับขันของเธอเสมอ ก่อนจะก้าวตามลงไปประกบเคียงข้างอย่างระแวดระวัง การก้าวเท้าผ่านประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ที่ขึ้นสนิมเขรอะเปรียบเสมือนการข้ามเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงกับขุมนรกทางจิตวิทยา กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นเฉพาะตัวของสารเคมีเก่าเก็บพุ่งเข้าปะทะจมูกทันที ไฟฉายแรงสูงส่องสว่างแหวกความมืด เผยให้เห็นโถงทางเดินยาวเหยียดที่ผนังปูนฉาบกะเทาะหลุดร่อนจนเห็นโครงสร้างอิฐมอญด้านใน ร่องรอยการรื้อถอนและทำลายข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมและรินรดาไม่ใช่ความรกร้าง หากแต่เป็นร่องรอยการใช้งานที่ยังคงสดใหม่—รอยล้อรถเข็นพลาสติกบนพื้นฝุ่นหนา และรอยขูดขีดของโลหะที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน "สังเกตที่พื้นตรงช่วงรอยต่อของประตูทางเข้าสิครับคุณริน" ผมกระซิบเตือน พลางใช้แสงไฟส่องกราดต่ำลง รินรดาก้มตัวลงใช้แว่นขยายขนาดเล็กส่องดูร่องรอยนั้น สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลายเป็นความจริงจังในทันที "รอยล้อนี้ไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพวกวัยรุ่นที่แอบมาลองของ... ขนาดความกว้างของล้อและน้ำหนักกดทับ บ่งบอกว่าเป็นรถเข็นบรรจุอุปกรณ์การแพทย์ขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่ต่ำกว่าห้าสิบกิโลกรัม และรอยลเพิ่งถูกลากผ่านไปไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงนี้เอง" นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าสมมติฐานของเราถูกต้อง โรงพยาบาลจิตเวชเซนต์ฟรานซิสที่ปิดตัวลงตามคำสั่งศาลเมื่อสิบปีก่อนจากคดีอื้อฉาวเรื่องการทดลองมนุษย์โดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างไร้ผู้คนอย่างที่รายงานทางการระบุไว้ แต่มันยังคงถูกใช้เป็น "ฐานปฏิบัติการลับ" สำหรับกระบวนการล้างสมองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นต้นตอของคดีฆาตกรรมทั้งหมดที่ผมกำลังไล่ล่า เราทั้งคู่เดินลึกเข้าไปตามทางเดินหลัก บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เสียงฝีเท้าของเราสะท้อนก้องไปตามผนังคอนกรีตหนาทึบ สร้างความกดดันทางจิตวิทยาที่หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ อาจทำให้เกิดอาการหวาดระแวงและสูญเสียสติไปได้ง่ายๆ ในฐานะโปรไฟล์เลอร์ ผมเข้าใจดีว่าสถาปัตยกรรมของโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมและกดขี่จิตใจมนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่ม โถงทางเดินที่แคบลงทีละน้อย หน้าต่างที่ถูกปิดตายด้วยแผ่นเหล็กทึบ และห้องตรวจที่มีกระจกเงาทางเดียว (One-way mirror) เรียงรายอยู่สองข้างทาง ล้วนเป็นเครื่องมือในการสร้างภาวะสูญเสียตัวตน (Depersonalization) ให้กับผู้ป่วยในอดีต และตอนนี้ มันกำลังถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม "ห้องพักผู้ป่วยวิกฤตชั้นสาม... ตามบันทึกการก่อสร้างอาคารชุดนี้ ห้องใต้ดินระดับลบสองถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์วิจัยลับเฉพาะกิจที่ไม่ปรากฏในผังราชการ" รินรดาเปิดข้อมูลในแท็บเล็ตขึ้นมาอ้างอิงขณะที่เรากำลังก้าวขึ้นบันไดวนที่ทำจากเหล็กหล่อ เสียงโลหะลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัว "ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของเราอยู่ไม่ไกลแล้วครับ เตรียมตัวให้พร้อม สัญญาณชีพจากอุปกรณ์ของคุณยังปกติอยู่ใช่ไหม?" ผมหันไปถามด้วยความห่วงใย แม้ภายนอกจะดูสุขุมเยือกเย็น แต่ลึกๆ แล้วประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุดเพื่อปกป้องสหายร่วมรบคนสำคัญนี้ "ปกติเรียบร้อยดีค่ะ—เอ๊ย... ครับ!" รินรดาเผลออุทานหลุดปากด้วยความคุ้นชินก่อนจะรีบแก้คำพูดเมื่อเห็นสายตาคาดโทษเชิงหยอกล้อเล็กๆ จากผม เธอยิ้มแห้งๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่สัญญาณรบกวนคลื่นความถี่ต่ำเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่ามีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่กำลังทำงานอยู่เบื้องล่าง น่าจะเป็นระบบหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ทดลองบางอย่าง" เมื่อเราขึ้นมาถึงชั้นสาม บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ความอับชื้นถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกของระบบปรับอากาศที่ยังคงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประตูเหล็กนิรภัยหนาหนักบานใหญ่ที่กั้นระหว่างโถงทางเดินธรรมดากับโซนวิจัยลับปรากฏอยู่ตรงหน้า บนบานประตูมีสัญลักษณ์เตือนภัยสารเคมีและรังสีจางๆ พิมพ์ไว้ ผมหยิบชุดกุญแจอเนกประสงค์และเครื่องมือถอดรหัสอิเล็กทรอนิกส์ออกมาจากกระเป๋าคาดเอว สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการคำนวณรหัสผ่านแบบสุ่มที่ระบบรักษาความปลอดภัยยุคเก่าหลงเหลือไว้ รินรดายืนระวังหลังให้โดยถือกระบองไฟฉายเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด *ติ๊ด... ติ๊ด... แก๊ก!* เสียงกลไกแม่เหล็กไฟฟ้าปลดล็อกดังขึ้นเบาๆ ประตูเหล็กหนาค่อยๆ แง้มเปิดออกด้วยแรงดันอากาศภายใน เผยให้เห็นแสงไฟสีขาวนวลจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยจอภาพคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่อง และแท่นทดลองทางการแพทย์ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบราวกับมันเพิ่งถูกใช้งานเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดชะงักและหัวใจกระตุกวูบ ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านั้น บนจอภาพหลักตรงกลางห้อง กำลังแสดงภาพวิดีโอวงจรปิดแบบเรียลไทม์จากห้องทำงานส่วนตัวของผมเองที่สำนักงานตำรวจนครบาล ภาพนั้นแสดงให้เห็นโต๊ะทำงาน เอกสารคดีลับ และเก้าอี้ที่ว่างเปล่า... พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีแดงสดที่ถูกพิมพ์ทับลงบนหน้าจอด้วยฝีมือใครบางคน *“ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนสุดท้ายครับ สารวัตรกรณ์... หวังว่าคุณจะชอบของขวัญที่ผมทิ้งไว้ให้บนโต๊ะทำงานของคุณนะ”* รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอยกแท็บเล็ตขึ้นมาตรวจสอบสัญญาณทันที "สารวัตร! ระบบไม่ได้ถูกแฮกจากข้างนอก... แต่สัญญาณภาพนี้ถูกส่งมาจากเซิร์ฟเวอร์หลักในห้องนี้! มีใครบางคนกำลังดูพวกเราผ่านกล้องวงจรปิด และเขากำลังรออยู่ที่นี่... ในห้องนี้กับเรา!" ก่อนที่ผมจะได้ออกคำสั่งให้ถอยรอยกลับ เสียงปรบมือช้าๆ แผ่วเบาแต่ก้องกังวานก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดหลังแท่นทดลองใหญ่ *แปะ... แปะ... แปะ...* "ยินดีด้วยครับที่มาถึงจุดนี้ได้โดยสวัสดิภาพ... โปรไฟล์เลอร์ผู้เก่งกาจ และคุณนักจิตวิทยาผู้ปราดเปรื่อง" เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบเอ่ยทักทาย พร้อมกับร่างสูงโปรดของชายในชุดโค้ทสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากเงาดำ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบในเสี้ยววินาที เพราะใบหน้านั้น... คือใบหน้าของอดีตคู่หูที่ผมเคยเชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์ระเบิดเมื่อห้าปีก่อน! "นาย..." ผมหลุดปากค้าง มือที่กำด้ามปืนสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความช็อกและโกรธเกรี้ยวที่ประเดประดอนเข้ามาพร้อมกัน ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากลุ่มก้อนความมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โพรไฟล์เลอร์หน้านิ่งกับยัยนักจิตวิทยาตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%