เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนภายในเพนต์เฮาส์หรูราคาเก้าหลักดังเป็นจังหวะที่ถูกคำนวณมาอย่างดี มันไม่ใช่เสียงย่างก้าวของผู้มาเยือนตามมารยาท หากแต่เป็นเสียงของผู้ถือสิทธิ์ขาดที่พร้อมจะเหยียบยยี่ทุกสิ่งในพื้นที่นี้ให้แหลکคามือ
รินรดายืนนิ่งอยู่หลังเกาะครัวหินแกรนิตสีดำสนิท ดวงตากลมโตคู่คมกริบไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับมองผู้หญิงวัยกลางคนในชุดสูทผ้าไหมสั่งตัดพิเศษที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังประเมินราคาซากปรักหักพัง
"เธอคงไม่ต้องให้ฉันแนะนำตัวกระมัง รินรดา"
คุณหญิงมณฑา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดขี่ รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาคู่คมที่ถอดแบบความเย่อหยิ่งมาจากอคินผู้เป็นลูกชายราวกับพิมพ์เดียวกัน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายปะปนกับความอึดอัดที่แผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ
รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแต่รินน้ำอุ่นใส่แก้วคริสตัลอย่างเชื่องช้า ปฏิกิริยาที่ไร้ความเกรงกลัวนั้นทำให้คิ้วเรียวของคุณหญิงมณฑากระตุกขึ้นเล็กน้อย ความเงียบถูกทิ้งช่วงให้ทำหน้าที่กัดกินความมั่นใจของอีกฝ่าย แต่สำหรับรินรดาแล้ว ความเงียบคือเกราะกำบังที่เธอใช้หล่อหลอมขึ้นมาจากน้ำตาและเศษเสี้ยวหัวใจที่เคยแหลkสลายเมื่อสองปีก่อน
"คุณแม่คงไม่ได้มาเยี่ยมฉันในฐานะ 'แม่ยาย' หรอกนะคะ เพราะสถานะของเราสองคนมันจบลงตั้งแต่เซ็นใบหย่าในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ วันนั้นแล้ว" รินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมบาดลึก
คุณหญิงมณฑาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากวาดสายตามองไปรอบห้องรับแขกที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ก่อนจะหยุดนิ่งที่กรอบรูปบนชั้นวาง—ภาพถ่ายของเด็กชายตัวน้อยแก้มป่องกำลังยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มที่ต่อให้เอาภาพวัยเด็กของอคินมาเทียบ ก็แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
"ฉันไม่ได้มาเพื่อรื้อฟื้นอดีตอันน่าสมเพชนั้นหรอกนะ รินรดา" คุณหญิงมณฑาก้าวเข้าไปใกล้ชั้นวางรูปนั้นทีละน้อย มือเรียวที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตยื่นออกไปแตะกรอบรูปแผ่วเบา "สิ่งที่ฉันสนใจในวันนี้ คือสายเลือดตระกูลภักดีบดินทร์ที่กำลังเติบโตมาอย่างไร้การอบรมในสถานที่รกร้างแห่งนี้ต่างหาก"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านขึ้นมาจนปลายมือเย็นเฉียบ เธอวางแก้วน้ำลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังสนั่นจนน้ำกระฉอก
"ถอยห่างจากรูปนั้นซะค่ะ" รินรดาพุ่งตัวเข้ามาขวางกั้นระหว่างคุณหญิงกับกรอบรูปของลูกชาย ดวงตาคู่คมจ้องมองอดีตแม่สามีด้วยประกายไฟที่พร้อมจะแผดเผา "ที่นี่ไม่ใช่บ้านของคุณ และเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่สมบัติที่คุณจะเอาตรรกะบิดเบี้ยวมาอ้างสิทธิ์ได้!"
"ปากกล้าขึ้นนี่!" คุณหญิงมณฑาตวาดเสียงกร้าว ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ "กล้าดียังไงมาขึ้นเสียงกับฉัน! เธอคิดว่าแค่หลบหน้าไปคลอดเด็กคนนี้ที่ต่างจังหวัด แล้วกลับมาทำตัวเป็นแม่ผู้สูงส่งในเมืองกรุงแล้วจะลบความจริงได้งั้นเหรอ? เด็กคนนี้มีเชื้อสายของภักดีบดินทร์ครึ่งหนึ่ง! หน้าตาของเขามันฟ้องอยู่ทนโท่ว่าคือทายาทตระกูลเรา!"
"แล้วไงคะ?" รินรดาย้อนถามทันควัน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้น "วันที่ฉันอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดแล้วถูกลูกชายคุณเขี่ยทิ้งเหมือนขยะเปียก คุณไปอยู่ที่ไหน? วันที่ฉันแทบไม่มีเงินแม้แต่ค่าซื้อนมให้ลูก เพราะพวกคุณตັດช่องทางทำมาหากินจนหมดสิ้น คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเด็กคนนี้มีสายเลือดเดียวกับพวกคุณ?!"
"นั่นมันเป็นเพราะความโง่เขลาของเธอเองที่สะเออะเข้ามาในตระกูลเราโดยไม่ดูเจียมเนื้อเจียมตัว!" คุณหญิงมณฑาตะคอกกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ผู้หญิงอย่างเธอก็แค่เครื่องมือระบายความเบื่อหน่ายของอคิน แต่ตอนนี้... ทายาทตระกูลเรามีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เติบโตมาในมือของแม่ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ส่งเด็กมาให้ฉันซะ! ฉันจะพาแกไปเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สอนให้เป็นผู้เป็นคน ไม่ใช่โตมาเป็นเด็กก้าวร้าวไร้หัวนอนปลายเท้าแบบแม่มัน!"
ราวกับฟ้าผ่าลงกลางห้อง รินรดารู้สึกชาไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดในอดีตที่พยายามฝังกลบมันถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานอีกครั้งด้วยคำพูดที่เย่อหยิ่งและไร้หัวใจของผู้หญิงตรงหน้า แต่วันนี้... เธอไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่เอาแต่ร้องไห้และก้มหน้ารับชะตากรรมอีกต่อไปแล้ว
รินรดาแค่นหัวเราะออกมา รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาเสียจนคุณหญิงมณฑาชะงักไปชั่วขณะ
"คิดจะพาลูกฉันไปเหรอคะ? ฝันไปเถอะค่ะ..." รินรดาก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มไหวระริกด้วยความตกใจ "ต่อให้คุณจะเอาอำนาจเงินหรือกฎหมายข้อไหนมาขู่ ฉันบอกไว้ตรงนี้เลยว่า... ถ้าใครหน้าไหนกล้าแตะต้องลูกชายฉัน ฉันพร้อมจะลากพวกคุณลงนรกไปทีละคนด้วยมือคู่นี้!"
"อวดดีนักนะ!" คุณหญิงมณฑายกมือขึ้นหมายจะตบหน้าคนที่กล้าต่อปากต่อคำ
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่?"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นจากทางประตูทางเข้า ทำให้มือที่เงื้อค้างของคุณหญิงมณฑาต้องชะงักลง รินรดาเบนสายตาไปมองร่างสูงสง่าของอคินที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเย็นชา ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้เป็นแม่และอดีตภรรยาด้วยความแปลกใจระคนเคร่งเครียด
อคินเพิ่งกลับมาจากบริษัท และไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นภาพการเผชิญหน้าอันดุเดือดนี้
"อคิน! ลูกมาก็ดีแล้ว" คุณหญิงมณฑารีบเปลี่ยนท่าที เดินเข้าไปหาลูกชายพร้อมกับฟ้องทันที "ผู้หญิงคนนี้มันเสียสติไปใหญ่แล้ว พูดจาหยาบคายใส่แม่แถมยังคิดจะฮุบหลานชายไว้คนเดียว ลูกก็เห็นใช่ไหมว่าเด็กคนนั้นหน้าตาเหมือนลูกขนาดไหน... เราจะปล่อยให้ทายาทตระกูลภักดีบดินทร์เติบโตมากับคนไร้หัวนอนปลายเท้านี่ไม่ได้เด็ดขาด!"
อคินไม่ได้ตอบคำถามของผู้เป็นแม่ ทว่าสายตาคมกริบคู่นั้นกลับค่อยๆ เคลื่อนมาสบตากับรินรดา รินรดายืนตัวตรงเชิดหน้าขึ้น ไม่หลบสายตา ความเกลียดชังและความเจ็บปวดฉายชัดอยู่ในหน่วยตาคู่นั้นอย่างไม่ปิดบัง
หัวใจของอคินกระตุกวูบอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำเมื่อสองปีก่อนที่เขาเคยผลักไสเธอออกไปอย่างไร้เยื่อใยย้อนกลับมาทิ่มแทง
"คุณแม่กลับไปก่อนเถอะครับ" อคินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่น
"ว่ายังไงนะอคิน? ลูกจะเข้าข้างมันงั้นเหรอ? หลานแท้ๆ ของลูกนะ!" คุณหญิงมณฑาขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจ
"ผมบอกให้คุณแม่กลับไปก่อน... เรื่องนี้ผมจัดการเอง" อคินย้ำคำเดิมด้วยสายตาที่เฉียบขาดจนผู้เป็นแม่ต้องยอมถอยอย่างจำใจ คุณหญิงมณฑากระแทកเสียงฮึดฮัดก่อนจะเดินสะบัดออกไปจากห้อง ทิ้งให้ความเงียบอันอึดอัดปกคลุมคนทั้งคู่
อคินหันกลับมามองรินรดาที่ยังคงยืนกอดอกด้วยท่าทีป้องกันตัว ร่างบางสั่นเทาเล็กน้อยแต่พยายามฝืนแสดงความเข้มแข็ง
"ริน..." อคินเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"ออกไปจากห้องของฉันซะค่ะ คุณอคิน" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งเยื่อใย "แล้วอย่าให้แม่ของคุณมาเหยียบที่นี่อีก ไม่งั้นครั้งหน้า... ฉันคงไม่ต้อนรับแค่ด้วยคำพูดแน่"
รินรดาหันหลังให้เขาอย่างไร้เยื่อใย ก้าวเท้าเตรียมเดินหนีเข้าห้องนอนเพื่อไปดูลูกชายที่ยังคงนอนหลับอุตุอยู่ด้านใน ทว่าจังหวะนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กชายวัยสองขวบก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน พร้อมกับเสียงงיתเงียที่ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่และพ่อต้องหยุดเต้น
"หม่าม้าฮะ... ใครมาเหรอ?"
ร่างป้อมของน้องลีโอในชุดนอนลายการ์ตูนขยี้ตาเดินออกมาจากห้องนอน ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงประตู
อคินหันขวับไปมองตามเสียงนั้น และในเสี้ยววินาทีที่สายตาของเขากับเด็กน้อยประสานกัน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน
เด็กชายหน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน—ดวงตา จมูก ริมฝีปาก หรือแม้กระทั่งท่าทางเอียงคอมองด้วยความสงสัย
ร่างสูงของอคินแข็งทื่อราวกับถูกสาป ริมฝีปากหนาอ้าค้างเล็กน้อย สมองขาวโพลนเมื่อความจริงอันสั่นสะเทือนกระแทกเข้าใส่หน้าอกอย่างจัง
และก่อนที่อคินจะทันได้เปล่งเสียงใดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก รินรดาก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าลูกชายไว้ทันที พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของอคินจนแทบแหลkสลาย
"มองพอหรือยังคะ... สามีเก่า?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เจ็บปวด และยืนหยัดเคียงข้างรินรดามา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ/ค่ะ
หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ•ตอนที่ 30
แผนการของแม่สามี
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!