กลิ่นอายจางๆ ของน้ำยาฆ่าเชื้อและกระดาษเอกสารเก่าๆ ในห้องทำงานส่วนตัวของรินรดา ช่างเป็นกลิ่นที่อคินคุ้นเคยและเกลียดชังในคราวเดียวกัน มันคือกลิ่นของความจริง—ความจริงที่เขาเคยพยายามปัดตกไปอย่างไร้เยื่อใยเมื่อสองปีก่อน ในวันที่เขาผลักไสหญิงสาวผู้มีดวงตานิ่งสนิทดั่งกระจกเงาร้าวรานให้ออกไปจากชีวิต โดยไม่เคยเอะใจเลยว่า สิ่งที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังไม่ใช่เพียงแค่ใบหย่าที่ไร้รอยหมึกน้ำตา แต่เป็นสายเลือดเนื้อเชื้อไขที่ถอดแบบพิมพ์เขียวใบหน้าของเขามาอย่างไร้ที่ติ
"คุณอคินคะ ถ้าไม่มีเรื่องงานด่วนอะไรอีก ดิฉันขอตัวค่ะ ลูกชายของดิฉันคงจะตื่นจากการงี่เง่ากลางวันแล้ว และดิฉันไม่นิยมปล่อยให้พี่เลี้ยงต้องรับมือกับเด็กวัยสองขวบตามลำพังนานเกินความจำเป็น"
เสียงหวานที่ราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน รินรดาในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มยืนกอดอกพิงกรอบประตู สายตาคมกริบมองตรงมาที่อดีตสามีด้วยความระแวดระวัง ราวกับกำลังมองสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อ เธอยืนหยัดอย่างมั่นคงบนส้นสูงคู่โปรด หญิงสาวที่เคยร้องไห้อ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความรักจากเขาในอดีต ได้ตายไปอย่างไร้วันฟื้นคืนแล้ว เหลือเพียงแต่นักบริหารหญิงผู้เยือกเย็นและพร้อมปกป้องลูกน้อยด้วยชีวิต
อคินสะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ความคิดอันดำมืด เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก ความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมาตลอดหลายเดือนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกระวนกระวายใจอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่เขาเห็นหน้า "น้องลีโอ" เด็กชายตัวน้อยที่มีดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และรอยยิ้มมุมปากที่ถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียว หัวใจแกร่งดั่งหินผาของนักธุรกิจหมื่นล้านก็คล้ายกับจะแหลกสลายเป็น The Dust
"ริน..." อคินเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ เขารีบซ่อนมือสั่นเทาไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท "ผมแค่อยาก... พูดคุยเรื่องอนาคตของแก เด็กวัยนี้จำเป็นต้องมีพ่อคอยประคับประคอง ไม่ใช่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน..."
"ขาดแคลนงั้นเหรอคะ?" รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ เธอก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับความเย็นชาแผ่ซ่านออกมารอบตัวเธอ "คุณกำลังพูดถึงความขาดแคลนอะไรเหรอคะ เงินทอง? หรือความอบอุ่น? น่าขันเสียจริงนะคะคุณอคิน คนที่เคยบอกว่าเด็กคนนี้เป็นแค่ภาระและก้อนเลือดไร้ค่าในวันนั้น วันนี้กลับมาพูดเรื่องหน้าที่ความเป็นพ่ออย่างหน้าตาเฉย... น่าสมเพชเสียจริงนะคะ"
คำพูดแต่ละคำของเธอบาดลึกเข้าที่กลางใจของอคิน ราวกับมีคมมีดกรีดลงบนแผลเป็นเก่าที่ไม่มีวันหาย เขาเจ็บปวด เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก แต่เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะโต้แย้ง เพราะทุกสิ่งที่เธอพูดคือความจริง—ความจริงอันโหดร้ายที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง
ในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองพุ่งสูงจนแทบจะระเบิด อคินอาศัยจังหวะที่รินรดาหันหลังหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงาน เพื่อกวาดสายตามองไปรอบห้อง สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับกระเป๋าเป้ใบเล็กสีฟ้าลายการ์ตูนของน้องลีโอที่วางอยู่บนโซฟาเบดมุมห้อง ซิปกระเป๋าเปิดอ้าออกเล็กน้อย เผยให้เห็นมุมของแปรงสีฟันเด็ก ขนมขบเคี้ยว และ... แก้วน้ำพลาสติกแบบมีหลอดดูดที่ยังมีคราบน้ำลายจางๆ ติดอยู่
หัวใจของอคินเต้นรัวระทึกราวกับกลองศึก สัญชาตญาณดิบของความเป็นนักธุรกิจผู้เฉียบคมสั่งการให้เขาขยับตัวทันทีโดยไม่ต้องคิด
"รินคะ ประชุมพรุ่งนี้เช้ากับทางพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น เราต้องใช้ข้อมูลชุดใหม่..." อคินแกล้งทำเป็นเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบเอกสารกองโตมาพลิกดู
"ฉันส่งอีเมลสรุปให้คุณตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ถ้าคุณมีเวลาเช็คอีเมลสักนิดก่อนจะมาเดินป้วนเปี้ยนในห้องฉัน คงไม่ต้องเสียเวลามาถามเรื่องโง่ๆ แบบนี้หรอกค่ะ" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น แม้เธอจะรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ อคินก็ดูใส่ใจเรื่องงานขึ้นมาผิดปกติ แต่เธอก็ไม่ได้เอะใจอะไรร้ายแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ขณะที่สายตาของรินรดากำลังก้มลงตรวจเช็คตัวเลขในหน้าจอคอมพิวเตอร์ อคินก็อาศัยจังหวะชุลมุนก้าวฉับๆ ไปที่โซฟาเบด มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปเปิดซิปกระเป๋าเป้ของเด็กน้อยให้กว้างขึ้น หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความละอายใจตีรวนขึ้นมาในลำคอ แต่วินาทีนี้... ความอยากรู้และความจริงที่ถูกปิดบังมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งอื่นใด
*แกร็ก...*
นิ้วเรียวของเขาหยิบแปรงสีฟันเด็กขนV-shape สีฟ้าสดใสขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ขนแปรงนั้นยังมีความชื้นเล็กน้อย บ่งบอกว่ามันเพิ่งถูกใช้งานไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ อคินรีบดึงกระดาษทิชชชู่เนื้อหนาจากกล่องที่วางอยู่ข้างๆ มาห่อหุ้มแปรงสีฟันด้ามนั้นไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้รอยนิ้วมือของเขาไปปนเปื้อน ก่อนจะยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อสูทด้านในอย่างรวดเร็วราวกับขโมยมืออาชีพ
ลมหายใจของเขาติดขัด เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มกรอบหน้า คลื่นความกลัวและความตื่นเต้นผสมปนเปกันจนน่าเวียนหัว หากรินรดารู้เข้า เธอคงไม่มีวันให้อภัยเขาไปตลอดชีวิต และสงครามระหว่างพวกเขาคงจะลุกโชนขึ้นมาจนไม่มีวันดับมอด
"คุณอคินคะ..."
เสียงหวานที่เย็นเยียบดังขึ้นกะทันหัน ทำเอาอคินสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบชักมือออกจากกระเป๋าเป้แล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอทันที พยายามควบคุมลมหายใจและสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
รินรดายืนกอดอกหรี่ตามองเขาด้วยความสงสัย รังสีความเย็นชาแผ่ออกมาจากตัวเธอจนอคินรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกดำ สายตาคู่คมกริบของเธอกวาดมองตั้งแต่ใบหน้าตื่นตระหนกของเขา ไล่ลงมาจนถึงรอยนูนของกระเป๋าเสื้อสูทด้านในที่ซ่อนบางสิ่งไว้
"คุณกำลังทำลับๆ ล่อๆ อะไรอยู่ในห้องของฉันคะ?" รินรดาเอ่ยถามเสียงเย็นเฉียบ ก้าวเท้าเข้ามาหาเขาทีละก้าวอย่างคุกคาม ราวกับผู้ล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
อคินกลืนน้ำลายฝืดๆ พยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความพิรุธทั้งปวง แม้ข้างในจะปั่นป่วนราวกับมีพายุเฮอร์ริเคนพัดกระหน่ำ "เปล่า... ผมแค่หาปากกาที่ทำตกไว้เมื่อกี้ คุณนี่ระแวงเก่งเสียจริงนะริน"
รินรดาหยุดยืนประชิดตัวเขา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้เสียจนอคินได้กลิ่นอายความคุ้นเคยในอดีตที่เขาเคยทอดทิ้ง ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะอ่านทะลุปรุโปรดไปถึงความลับดำมืดที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า
"ระวังตัวเหรอคะ? หึ... คนอย่างคุณต่างหากค่ะที่ควรจะระวังตัวให้ดี เพราะบางที... ความลับที่คุณพยายามจะขุดคุ้ย อาจจะย้อนกลับมาฝังกลบตัวคุณเองให้ตายทั้งเป็น"
อคินนิ่งงัน ขนกายลุกชันไปทั่วร่างเมื่อได้ยินคำพูดที่ราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา ทว่าในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำด้วยความหวาดระแวงนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความไลน์จากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็สั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายความเงียบ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเก้ๆ กังๆ ปลดล็อกหน้าจอด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา สายตากวาดมองข้อความสั้นๆ จากห้องปฏิบัติการตรวจDNA เอกชนชื่อดังที่เขาเพิ่งติดต่อใช้บริการแบบเร่งด่วนเมื่อเช้า ข้อความนั้นส่งตรงมาจากแพทย์ผู้รับผิดชอบเคส พร้อมกับไฟล์ภาพเอกสารผลตรวจที่ถูกแนบมาด้วย
ดวงตาคมกริบของอคินเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปในทันที เมื่อตัวอักษรภาษาอังกฤษสามบรรทัดสุดท้ายบนหน้าจอปรากฏชัดเจนสะท้อนเข้าสู่ดวงตา...
*(ความน่าจะเป็นของสายเลือดพ่อ-ลูก: 99.99%)*
*ตึง!* โทรศัพท์มือถือราคาแพงร่วงหล่นจากมือหนากระแทกพื้นพรมเสียงดังสนั่น หน้าจอร้าวรานกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมๆ กับโลกทั้งใบของอคินที่พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาอย่างไร้ชิ้นดี
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมนนี้ด้วยกันนะคะ
— *กระจกเงาต้องสาป*
หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ•ตอนที่ 13
ปริศนาที่ต้องคลี่คลาย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!