กลิ่นอายของชาเอิร์ลเกรย์อุ่น ๆ ลอยกรุ่นอยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงบ แต่บรรยากาศรอบตัวรินรดากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง เธอมองเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานกระจกใส แฟ้มประวัติการซื้อหุ้นคืนของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในที่เธอเคยเป็นเพียงพนักงานระดับล่าง ถูกกว้านซื้อไว้ในนามบุคคลปริศนาเกือบทั้งหมด และผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่ที่เพิ่งเซ็นชื่ออนุมัติงบสนับสนุนโปรเจกต์อิสระของเธอก็ไม่ใช่ใครอื่น—แต่อคือ "อคิน"
ผู้ชายคนที่เคยผลักไสเธอออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ผู้ชายที่เคยบอกว่าผู้หญิงอย่างไร้ค่าอย่างเธอไม่มีวันสร้างสรรค์อะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้
รินรดายกถ้วยชาขึ้นจิบ ช้า ๆ นัยน์ตาคู่คมกริบสะท้อนเงาของตัวเองในของเหลวสีอำพัน เธอไม่ได้รู้สึกซาบซึ้ง หรือแม้แต่รู้สึกว่านี่คือ "การชดใช้" อย่างที่เขาอาจจะวาดฝันไว้ในใจ ความรู้สึกเดียวที่ตีรวนอยู่ในอกตอนนี้คือความเคลือบแคลงระคนสมเพช... เขากำลังเล่นเกมตลกอะไรอีก
"คุณรินคะ เอกสารสรุปยอดงบประมาณไตรมาสนี้จากพาร์ทเนอร์ใหม่มาถึงแล้วค่ะ" เลขานุการสาวก้าวเข้ามาด้วยท่าทีลังเล "เอ่อ... ทางนั้นย้ำนักย้ำหนาว่าต้องให้คุณรินตรวจสอบด้วยตัวเองทุกบรรทัดเลยค่ะ"
รินรดารับแฟ้มนั้นมาพลิกเปิดดู ลายมือชื่อตวัดหางเฉียบคมที่คุ้นตาปรากฏอยู่ท้ายกระดาษ บันทึกข้อความสั้น ๆ ด้วยลายมือบรรจงที่พยายามควบคุมไม่ให้มันดูเกร็งจนเกินไป—*‘สำหรับโปรเจกต์ที่เธอสมควรได้รับมันมาตั้งแต่แรก’*
ริมฝีปากบางเฉียบเหยียดยิ้มเยาะ ความเจ็บปวดในอดีตกรีดซ้ำลงบนรอยแผลเป็นในใจจนชาชิน เธอวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นสะท้อนก้องห้องทำงาน
"บอกตัวแทนของเขาไปนะคะว่า รินรดาคนนี้ไม่รับเศษเงินทานอสจากใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันลงกับพื้น" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่นิ่งสนิท เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งโหยง
"แต่... แต่คุณอคินบอกว่าถ้าคุณไม่รับ โปรเจกต์นี้จะ..."
"จะถูกยกเลิกงั้นเหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "ให้เขาพยายามต่อไปเถอะค่ะ คิดว่าเงินซื้อทุกอย่างได้ คิดว่าการกว้านซื้อบริษัทหรือเอาเงินมาโปรยทางให้ฉันเดินแล้วความผิดบาปที่เขาเคยทำมันจะลบเลือนไปได้ง่าย ๆ งั้นเหรอคะ... น่าสมเพชสิ้นดี"
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานส่วนตัวอีกมุมหนึ่งของตึกระฟ้าใจกลางกรุง อคินกำลังนั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ฉายภาพกล้องวงจรปิดจากล็อบบี้บริษัทของเธอ ภาพรินรดาที่กำลังฉีกกระดาษบันทึกข้อความของเขาออกเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนลงถังขยะอย่างไม่ไยดี สะท้อนอยู่ในดวงตาที่เต็มไปด้วยความร้าวราน
เขาไม่ได้โกรธ... เขามีสิทธิ์อะไรจะโกรธในเมื่อทุกสิ่งที่เธอทำ มันคือผลกรรมที่เขาเป็นคนบรรจงสร้างขึ้นมากับมือ
นิ้วเรียวหนากำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนกระดาษยับย่น ภาพเมื่อวานนี้ยังคงติดตา ภาพที่เขาแอบไปยืนมองลูกชายตัวน้อยวัยสองขวบ—น้องลีโอ—กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามเด็กเล่นใกล้บ้านรินรดา เด็กชายที่มีดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากเขาเหมือนส่องกระจกเงา ไม่มีทางปฏิเสธได้อีกต่อไป และยิ่งเขาพยายามสืบหาความจริง เขากยิ่งพบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา รินรดาต้องอุ้มท้องลูกของเขาไปเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพังด้วยความโดดเดี่ยวแค่ไหน
ความรู้สึกผิดซัดสาดเข้ามาในอกราวกับคลื่นพายุซัดกระหน่ำ มันไม่ใช่แค่ความสำนึกผิด แต่มันคือความเจ็บปวดเจียนตายที่กัดกินหัวใจเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขความผิดพลาด เพื่อคืนความสุขและทุกสิ่งที่เธอควรจะได้ แต่วิธีการของเขากลับยิ่งทำให้เธอกลายเป็นศัตรูที่เกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เลขานุการส่วนตัวของเขาจะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากึ่งหวาดกลัวกึ่งลำบากใจ
"คุณอคินครับ... ทางคุณรินรดาไม่รับข้อเสนอครับ และเธอก็ฝากสารมาว่า..." ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "บอกว่า... ถ้าคุณยังไม่หยุดยุ่งกับชีวิตของเธอ เธอจะแจ้งความข้อหาคุกคามทางธุรกิจครับ"
อคินหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่จุกแน่นอยู่เต็มอก เขาพยักหน้ารับช้า ๆ
"ออกไปก่อนเถอะ"
เมื่อประตูห้องปิดลง อคินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสBัดสูทราคาแพงออกแล้วหยิบกุญแจรถขึ้นมา ในเมื่อส่งตัวแทนไปไม่ได้ผล ในเมื่อเงินตราและอำนาจไม่สามารถซื้อความรู้สึกผิดของเขาได้ เขาก็ต้องไปเผชิญหน้ากับเธอด้วยตัวเอง... แม้ว่าผลลัพธ์ของการไปครั้งนี้ อาจจะทำให้เขาต้องถูกเธอกรีดแทงด้วยวาจาที่เจ็บปวดที่สุดก็ตาม
รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดนิ่งสนิทหน้าอาคารสตูดิโอออกแบบของรินรดาในช่วงพลบค่ำ ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบ แสงไฟจากตึกรอบข้างเริ่มส่องประกายแข่งกัน อคินก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่เต้นรัวระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตนักธุรกิจผู้เย่อหยิ่ง
เขาผลักประตูกระจกเข้าไป กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกมะลิผสมกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้าที่ปลายจมูก พนักงานในร้านต่างพากันมองเขาด้วยสายตาระแวดระวังและไม่เป็นมิตร แต่ไม่มีใครกล้าขวางทางเมื่อเขาเดินตรงดิ่งไปยังประวัติห้องทำงานกระจกฝ้าด้านใน
ก๊อก ๆ
อคินเคาะประตูเบา ๆ ก่อนจะถือวิสาสะบิดลูกบิดเปิดเข้าไป รินรดากำลังยืนหันหลังให้ประตู เธอกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน แสงไฟสีส้มอ่อนจากโคมไฟบนโต๊ะส่องกระทบเงาร่างเพรียวระหงที่ดูแข็งแกร่งและเย่อหยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
"ฉันบอกแล้วไงคะว่า..." รินรดาหันกลับมาพร้อมจะเอ่ยปากไล่ แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและคมกริบ รินรดานิ่งงงไปชั่วขณะเมื่อเห็นแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความสำนึกผิดและความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งจากอดีตสามีผู้ที่ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น
"คุณเข้ามาทำไมคะ อคิน" เธอเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่แฝงไปด้วยพิษสงที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่าง
อคินก้าวเข้ามาในห้องช้า ๆ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เขาเคยรังเกียจในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีลมหายใจอยู่
"ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์..." อคินเริ่มพูดด้วยเสียงที่แหบพร่า ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่ตรงนี้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมองหน้าคุณ..."
"รู้ตัวก็ดีนี่คะ" รินรดายิ้มเยาะ เธอหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาสะพายไหล่แล้วก้าวเดินผ่านเขาไปอย่างไร้เยื่อใย "เชิญคุณออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของฉันได้แล้วค่ะ ก่อนที่ฉันจะเรียก รปภ. มาลากตัวคุณออกไปจริง ๆ"
มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อแขนเรียวไว้โดยสัญชาตญาณ แรงบิดนั้นไม่ได้รุนแรง แต่เพียงพอที่จะทำให้รินรดาต้องหยุดชะงัก เธอนิ่งไปเสี้ยววินาที... ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะสัมผัสอุ่นจัดที่สั่นเทาเล็กน้อยจากมือของคนที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจมาตลอดชีวิต
รินรดาค่อย ๆ หันกลับมามองข้อแขนตัวเองที่ถูกกุมไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด
"ปล่อยค่ะ" เธอเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน "อย่าเอาความสกปรกของคุณมาแตะต้องตัวฉันอีก"
อคินสะอึกกับคำพูดนั้น ราวกับมีคมมีดกรีดลงกลางใจ แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือ ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับกระชับข้อมือเธอแน่นขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรูจนเกินจะทานไหว
"ผมขอโทษ..." คำพูดสั้น ๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของอคินเต็มไปด้วยความร้าวราน "ผมขอโทษสำหรับทุกอย่าง... ริน... ผมรู้เรื่องลีโอแล้ว"
โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุนลงตรงนั้น รินรดานิ่งค้างไปทันที ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาพลันเย็นเฉียบลงฉับพลัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกเปิดโปง ความลับที่เธอพยายามปกป้องด้วยชีวิตถูกกระชากออกมาต่อหน้าเจ้าของสายเลือดที่เธอเกลียดชังที่สุด
อคินมองปฏิกิริยานั้น หยาดน้ำตาที่เขาพยายามกลั้นไว้แทบจะเอ่อล้นขอบตา เขามองเธอด้วยความรู้สึกผิดบาปที่มหาสศาลยิ่งกว่าภูเขา
"เด็กคนนั้น... หน้าตาเหมือนผมไม่มีผิดเพี้ยน และคุณ... คุณก็แบกรับมันไว้คนเดียวมาตลอด" อคินเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาหยดแรกไหลรินลงข้างแก้มของชายหนุ่มผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ใคร "ริน... ผมสมควรตายใช่ไหมที่คุณถึงได้โกรธเกลียดผมขนาดนี้?"
รินรดาจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของอดีตสามี หัวใจของเธอกระหน่ำเต้นด้วยความโกรธเกลียวคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาในอก แต่วินาทีที่เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบที่สุด เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ และเสียงใสแจ๋วก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกระจกที่เปิดแง้มไว้
"มมี๊ฮะ! ลีโอง่วงนอนแล้ว ทำไมมมี๊คุยกับลุงคนนี้นานจัง..."
อคินและรินรดาหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างป้อมกลมของเด็กชายวัยสองขวบก้าวเข้ามาในห้อง โดยมีพี่เลี้ยงวิ่งตามมาด้วยความตื่นตระหนก และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตากลมโตของน้องลีโอก็เบนมาสบเข้ากับใบหน้าของอคินอย่างจัง—ก่อนที่เด็กน้อยจะเอียงคอด้วยความสงสัย แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาและอคินเย็นเฉียบลงไปถึงขบวนไขสันหลัง
"เอ๊ะ... ทำไมคุณลุงหน้าเหมือนกระจกของลีโอเลยล่ะฮะ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะสะใจกับความเจ็บปวดและการเอาคืนในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ•ตอนที่ 38
รินรดากับความสงสัย
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!