กลิ่นอายของชาเอิร์ลเกรย์ราคาแพงระยับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องประชุมวีไอพีของโรงแรมหรูแห่งนี้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย รินรดายกถ้วยกระเบื้องเคลือบขึ้นจิบช้าๆ อย่างไร้ความเร่งรีบ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นอาวุธบั่นทอนสติสัมปชัญญะของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ดวงตากลมโตภายใต้กรอบหน้าคมคายฉายแววเยືือกเย็น เธอไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่เคยนั่งกุมมือสั่นเทา รอคอยเศษเสี้ยวความสนใจจากสามีทางนิตินัยเมื่อสามปีก่อนอีกแล้ว รอยแผลเป็นในอดีตถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเกราะเหล็กกล้า ผู้หญิงที่เคยแตกสลายในคืนวันหย่าร้างคนนั้น ได้ตายไปพร้อมกับน้ำตารอบสุดท้ายบนหยดหมึกจดทะเบียนหย่าแล้วค่ะ
"ข้อเสนอร่วมทุนมูลค่าสามพันล้านที่คุณอكินถือมาวันนี้ ดูมีความน่าสนใจไม่น้อยนะคะ"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดันมาร่วมสิบนาที รินรดาแกล้งวางเอกสารโครงการลงบนโต๊ะกระจกใสอย่างจงใจให้เกิดเสียงกระทบเบาๆ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของคนฟัง
อคิน ประธานบริหารหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ขยับตัวเล็กน้อย แววตาคมกริบราวเหยี่ยวจ้องมองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าผู้หญิงที่เขาเคยปัดตกความสำคัญราวกับฝุ่นผง จะยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าด้วยมาดของนักบริหารมืออาชีพที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตรายและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
"แต่ฉันสงสัย..." รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา "ทำไมคุณอคินถึงเจาะจงต้องเป็นบริษัทของฉัน ทั้งที่ในตลาดมีตัวเลือกอื่นที่ผลประกอบการดูเข้าท่ากว่าตั้งเยอะ ความบังเอิญ... หรือคุณกำลังตั้งใจทำอะไรกันแน่คะ?"
ประโยคคำถามนั้นคมกริบราวใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง อคินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ความเย่อหยิ่งและถือดีที่ติดตัวมาตลอดชีวิตเริ่มสั่นคลอน เขาไม่ได้ตั้งใจจะใช้เรื่องธุรกิจเป็นข้ออ้างในการเข้าหาเธอเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นหนทางเดียวที่สะอาดและชอบธรรมที่สุดในการดึงเธอกลับเข้ามาในรัศมีสายตา หลังจากที่เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังการหย่าร้าง พร้อมกับความลับดำมืดที่เพิ่งถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
"ธุรกิจก็คือธุรกิจ รินรดา ข้อเสนอของผมคุ้มค่าเกินกว่าที่คุณจะปฏิเสธได้ลง" อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพยายามควบคุมความสั่นไหวในอก "อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับผลประโยชน์ของบริษัทเลยครับ... อ้อ ขอโทษที ติดปากไปหน่อย" เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นประกายตาวับวาวด้วยความเย้ยหยันที่ฉายวาบขึ้นในดวงตาคู่สวยของเธอ
"ระวังคำพูดหน่อยจะดีนะคะ คุณอคิน เพราะสำหรับฉันแล้ว 'เรื่องส่วนตัว' กับ 'เรื่องธุรกิจ' มันถูกขีดเส้นแบ่งไว้อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่เราเซ็นใบหย่ากันในห้องนั้นแล้วค่ะ" รินรดาตอกกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด คำพูดของเธอบาดลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อหัวใจของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใคร
อคินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์คุกกรุ่น เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่เธออาจจะซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มนั้น "คุณเปลี่ยนไปมาก... รินรดา เปลี่ยนไปจนผมแทบจำไม่ได้"
"ความเจ็บปวดมันสอนให้คนเราเติบโตค่ะ คุณอคิน ถ้าคุณเคยถูกผลักให้ตกเหวโดยคนที่คุณรักที่สุด คุณก็จะเข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองให้หนาเตอะจนไม่มีใครเจาะเข้ามาได้แบบนี้" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันให้อคินรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดขึ้นจนแทบจะใช้มีดกรีดได้ อคินรู้ดีว่าการใช้ไม้นี้ไม่ได้ผล รินรดาในตอนนี้ไม่ใช่เหยื่อให้เขาขย้ำเล่นเหมือนในอดีต เธอคือคู่เจรจาที่สมน้ำสมเนื้อและเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่ยังไม่ได้รับการชำระสะงอก
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะความอึดอัด เลขาฯ สาวส่วนตัวของรินรดาก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบเล็กน้อย หล่อนก้มกระซิบข้างหูนาย
"คุณรินคะ ทางพี่เลี้ยงโทรมาแจ้งว่า 'น้องลีโอ' ตื่นจากการนอนกลางวันแล้วงอแงใหญ่เลยค่ะ แกหาคุณแม่ไม่ยอมหยุด บอกว่าอยากกินพุดดิ้งมะพร้าวอ่อนที่คุณแม่สัญญาไว้ก่อนออกมาร่วมประชุมค่ะ"
เสียงกระซิบนั้นไม่ได้เบาจนเกินไป มันเล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาทของอคินที่ตั้งใจฟังทุกความเคลื่อนไหว รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวลใจในฐานะแม่ เธอพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันกลับมาสบตากับอคินที่นิ่งค้างไปราวกับถูกสายฟ้าฟาด
"ขอตัวสักครู่นะคะ พอดีลูกชายฉันมีปัญหานิดหน่อย" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผิดกับอคินที่หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวมองไม่เห็นจังหวะ
ลูกชาย? รินรดามีลูกชายแล้วอย่างนั้นหรือ? แล้วเด็กคนนั้นอายุเท่าไหร่?
คำถามนับร้อยผุดขึ้นในหัวอคินราวกับดอกเห็ด ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากซักถามอะไร รินรดาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทเข้ารูปให้เรียบร้อยแล้วเดินเลี่ยงออกไปทางประตูเชื่อมไปยังห้องรับรองส่วน
ด้วยความร้อนรุ่มที่สุมอกและสัญชาตญาณบางอย่างที่ร้องเตือน อคินตัดสินใจลุกขึ้นเดินตามออกไปเงียบๆ โดยไม่สนใจมารยาททางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น เขาก้าวเท้าไปตามทางเดินปูพรมหนานุ่มจนมาหยุดอยู่ที่หน้ากระจกใสบานใหญ่ที่มองทะลุเห็นห้องพักผ่อนวีไอพีด้านใน
ภาพที่สะท้อนผ่านกระจกใสเข้ามาในสายตานั้น ทำให้อคินรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะ
บนโซฟาตัวนุ่ม เด็กชายตัวน้อยวัยราวสองขวบกำลังนั่งเบะปากทำท่าจะร้องไห้ ดวงตากลมโต ร่างกายจ้ำม่ำน่าเอ็นดู และที่สำคัญที่สุด... โครงหน้า จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากหยักลึกแบบนั้น มันถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกันกับตัวเขาเองอย่างไร้ที่ติ!
ในวินาทีที่รินรดาก้าวเข้าไปอุ้มเด็กน้อยคนนั้นขึ้นแนบอก พร้อมกับเอ่ยคำว่า "โอ๋ๆ นะคะคนดีของแม่ เดี๋ยวแม่พาไปกินพุดดิ้งนะลูก" ดวงตาคู่โตของเด็กชายก็หันมาสบเข้ากับอคินที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังกระจกใสพอดี
และรอยยิ้มไร้เดียงสาที่เด็กน้อยส่งมาให้... คือรอยยิ้มเดียวกับที่อคินมักจะเห็นในกระจกเงาของตัวเองทุกเช้า!
กระจกเงาต้องสาปได้สะท้อนความจริงอันโหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวที่สุดออกมาแล้ว... เด็กคนนั้น ไม่ใช่แค่เด็กหน้าตาคล้าย แต่เขาคือสายเลือดเนื้อเชื้อไขของอคินโดยแท้จริง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการแก้แค้นครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ•ตอนที่ 10
ความบังเอิญหรือตั้งใจ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!