เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังลอดไรฟันของผู้มาใหม่ เปรียบเสมือนก้อนน้ำแข็งที่ถูกทุ่มลงกลางกองเพลิง บรรยากาศภายในห้องรับรองวีไอพีของภัตตาคารหรูพลันดิ่งฮวบลงจนติดลบ
"ไม่คิดเลยนะครับว่าคนงานก่อสร้างตกระกำลำบากอย่างคุณ จะมีปัญญาพาผู้หญิงมาดินเนอร์ในสถานที่แบบนี้ได้... หรือว่าเงินนี่ ได้มาจากการไปหลอกใครเขาอีกแล้วล่ะครับ พิมพ์พาย"
คำพูดถากถางที่เจือไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามพุ่งตรงมาจาก 'พงศ์พันธ์' ผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ ของพิมพ์พาย ชายวัยกลางคนในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับแต่กลับดูราคาถูกลงถนัดตาเมื่อสวมทับอยู่บนร่างของคนไร้ยางอาย ผู้ชายที่เคยผลาญเงินในกองมรดกของครอบครัวเธอจนหมดสิ้น และยังไม่วายสร้างหนี้สินก้อนโตทิ้งไว้ให้สองแม่ลูกต้องตามเช็ดตามล้าง
พิมพ์พายตัวแข็งทื่อ มือเรียวที่กำตะเกียบอยู่บนโต๊ะสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต ภาพแม่ที่ต้องก้มหน้าทำงานหนักจนล้มป่วย และเสียงทวงหนี้ที่ดังระคนคละคลุ้งอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ย้อนกลับมาทุบซ้ำลงกลางอกจนแทบหายใจไม่ออก
แต่ก่อนที่ความอ่อนแอจะทันได้กัดกินหัวใจจนหมดสิ้น ร่างสูงใหญ่ของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
กึก!
เสียงเก้าอี้ไม้เนื้อดีครูดไปกับพื้นหินอ่อนดังสนั่น กิริยาเรียบเฉยทว่าแผ่รังสีคุกคามออกมารอบตัวอย่างไร้ความปรานีทำให้พงศ์พันธ์ถึงกับชะงัก รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้านั้นแข็งค้างไปชั่วขณะ ยามเมื่อปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบดั่งใบมีดโกนของคินน์
"เมื่อครู่นี้..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงพลังจนบรรยากาศรอบโต๊ะแทบหยุดหายใจ "คุณพูดว่าอะไรนะครับ... ช่วยพูดใส่หูผมชัดๆ อีกสักรอบได้ไหมครับ"
คินน์ก้าวเท้าเดินอ้อมโต๊ะอาหารเข้ามาใกล้ร่างของชายวัยกลางคนทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันระดับมหาศาลจากนักธุรกิจหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรหมื่นล้านแผ่ขยายออกจนพงศ์พันธ์เผลอถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว แม้ปากจะพยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความกลัวเอาไว้ก็ตาม
"ทะ...ทำไมล่ะครับ หรือว่าผมพูดความจริง เด็กนี่มันก็แค่ตัวภาระ..."
"ภาระงั้นเหรอครับ?" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกเก็บกดไว้ "คนที่เที่ยวเอาชื่อตระกูลไปค้ำประกันเงินกู้นอกระบบ แล้วหนีหัวซุกหัวซุนจนหลานสาวต้องมารับกรรมแทน... ระหว่างคุณกับพิมพ์พาย ใครกันแน่ครับที่เป็น 'ภาระ' ของสังคม?"
เพล้ง!
ประโยคคำถามที่เฉียบคมราวกับลูกศinปักเข้ากลางใจ ทำเอาพงศ์พันธ์หน้าซีดเผือด สีหน้าเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งกลายเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเรื่องหนี้นอกระบบเป็นสิ่งที่เขาพยายามปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้
"คุณ... คุณเป็นใคร! เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับคุณ เป็นเรื่องภายในครอบครัวของเรา!" พงศ์พันธ์เสียงสั่น เริ่มโวยวายกลบเกลื่อนความผิดเพื่อรักษาฟอร์มต่อหน้าแขกโต๊ะข้างเคียง
"ครอบครัว?" คินน์ทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันชัดเจน มือหนายกขึ้นจัดกระดุมเสื้อสูทของตนเองอย่างใจเย็น ทว่าแววตากลับดุดันยิ่งกว่าเดิม "คำนี้มันหนักเกินไปสำหรับคนอย่างคุณนะครับ คนที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อแม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขตัวเอง ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้คำว่าครอบครัวร่วมกับพิมพ์พายด้วยซ้ำ"
พิมพ์พายมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังลมฝนให้อย่างตื่นตะลึง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้า
มาโอบกอดหัวใจที่เคยด้านชาและโดดเดี่ยวของเธอให้พังทลายลงในพริบตา ผู้ชายปากร้าย เย็นชา และชอบทำตัวเอาแต่ใจคนนี้ กำลังยืนหยัดปกป้องเธอ... จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นญาติสนิทอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
"วะ...ว่าแต่ฉันแบบนี้ ระวังตัวไว้เถอะ แกมันก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน..." พงศ์พันธ์หน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าคาดโทษด้วยความโมโหที่ถูกตบหน้ากลางสาธารณชน
"เด็กเมื่อวานซืนคนนี้แหละครับ ที่จะทำให้คุณไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะ
" คินน์พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนคนฟังถึงกับขนลุกซู่
มือหนาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกจากกระเป๋าเสื้อสูท กดสปีคเกอร์โฟนแล้วยื่นไปตรงหน้าพงศ์พันธ์ ปลายสายส่งเสียงทุ้มต่ำของเลขาคนสนิทรายงานสถานการณ์ทันที
[จัดการเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน... หนี้สินทั้งหมดห้าล้านบาทของคุณพงศ์พันธ์ ถูกกว้านซื้อมาอยู่ในมือเราเรียบร้อยแล้วครับ และตอนนี้ทางธนาคารกำลังดำเนินการอายัดทรัพย์สินทุกรายการตามคำสั่งศาลครับ]
พงศ์พันธ์เบิกตากว้างจนแทบถล่น ร่างท้วมโยนสั่นเทาด้วยความตกใจสุดขีด โทรศัพท์ในมือเกือบหล่นพื้น "นะ...นี่แก! แกเป็นใครกันแน่! ทำไมถึง..."
"ผมชื่อคินน์ครับ..." ชายหนุ่มย่อตัวลงเล็กน้อย กระซิบด้วยน้ำเสียงกระชับฉับไวแต่ทรงพลังที่ได้ยินกันเพียงสองคน "และจำใส่สมองของคุณเอาไว้ให้ดีนะครับว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ถ้าคุณยังกล้าโผล่มาวุ่นวายหรือรังแกพิมพ์พายอีกแม้แต่ครั้งเดียว... ผมนี่แหละครับที่จะทำให้คุณไม่เหลือแม้กระทั่งลมหายใจไว้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้"
บรรยากาศรอบตัวอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก พงศ์พันธ์หวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคมกริบคู่นั้น ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีหายออกไปจากภัตตาคารอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมาด้วยความสนใจ
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ คินน์ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะหันกลับมามองร่างบางที่ยังคงนั่งนิ่งค้างอยู่บนเก้าอี้ ดวงตากลมโตคู่นั้นเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ทว่ากลับไม่มีหยดไหนไหลร่วงลงมาเลยสักหยด
"มองอะไรครับ หน้าผมมีอะไรติดอยู่หรือไง" คินน์เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงกลับมาเป็นโทนปกติที่เจือความกวนประสาทเล็กน้อยตามสไตล์เดิมของเจ้าตัว
พิมพ์พายสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกอัดอั้นทั้งหมด เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย
"ทำไม... ถึงต้องทำขนาดนี้ด้วยล่ะคะ" พิมพ์พายถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาสั่นระริกสะท้อนภาพใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความถือดี "คุณรู้ไหมว่าการไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้ มันทำให้คุณต้องเอาตัวเข้ามาพัวพันกับปัญหาปวดหัวของฉัน..."
"เพราะผมรำคาญครับ" คินน์ตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดแต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมหลบเลี่ยงการสบตาโดยตรงด้วยการมองไปทางอื่น "รำคาญเวลาเห็นคุณทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ รำคาญเวลาที่คุณต้องมานั่งเครียดกับเรื่องไร้สาระพวกนี้... แล้วก็..."
ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะก้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและสั่นพร่ากว่าทุกครั้ง
"...รำคาญใจเวลาที่เห็นคนอื่นทำร้ายผู้หญิงของผม"
ตึง!
ราวกับมีค้อนยักษ์มาทุบซ้ำลงกลางอก พิมพ์พายสมองขาวโพลน หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก คำว่า 'ผู้หญิงของผม' ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทซ้ำไปซ้ำมาจนใบ้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากท้วงติมหรือด่าทออะไรกลับไป คินน์ก็ถือวิสาสะคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้ หลบสายตาผู้คนแล้วออกแรงดึงให้เดินตามออกไปจากภัตตาคารทันทีด้วยความรวดเร็ว
ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านผิวกาย ทว่าความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมกระชับข้อมือของเธอไว้อย่างแน่นหนากลับแผ่ซ่านความร้อนรุ่มไปทั่วทั้งร่าง คินน์พาเธอเดินลัดเลาะมาจนถึงมุมลับตาคนข้างสวนหย่อมของภัตตาคาร ก่อนที่ร่างสูงจะดันเธอชิดติดกับผนังกำแพงอิฐมอญอย่างนุ่มนวล โดยมีมือหนาอีกข้างค้ำยันกำแพงกันไว้ไม่ให้เธอหนีไปไหนได้
ดวงตาคมกริบก้มลงมองสบตาเข้ากับดวงตากลมโตที่ฉายแววความประหม่าอย่างชัดเจน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้กันจนแทบจะหลอมละลายความเยชาชาทั้งหมดที่มี
"ทีนี้..." คินน์เอ่ยเสียงกระซิบพร่าต่ำ ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเลệuที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น "ในเมื่อปัญหาของคุณถูกผมเคลียร์ให้จนสะอาดหมดจดแล้ว... คุณจะตอบแทนบุญคุณของ 'เจ้าหนี้' คนนี้ยังไงดีล่ะครับ พิมพ์พาย"
พิมพ์พายเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพลิง เธอมองสำรวจใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่คืบ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นพร่าด้วยความหมั่นไส้ปนความเขินอาย
"แล้วคุณ... อยากได้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนล่ะคะ"
คินน์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาจริงจังและลึกซึ้งที่ทำเอาคนมองถึงกับแทบหยุดหายใจ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นอ่อนโยนเสียจนพิมพ์พายต้องหลับตาลงรับสัมผัสด้วยความเคลิบเคลิ้ม
"ง่ายมากครับ..."
เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบชิดริมหูแผ่วเบา ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"เป็นแฟนกับผมซะ... แล้วทุกปัญหาของคุณหลังจากนี้ ให้มันเป็นหน้าที่ของผมคนเดียวก็พอครับ"
ขอบคุณทุกการติดตามและกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
— แบล็กสมิธในตำนาน
คุณชายสายเย็นชา กับ ยัยกะล่อนตัวแสบ•ตอนที่ 29
พิสูจน์รักด้วยการกระทำ
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายสายเย็นชา กับ ยัยกะล่อนตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!